ปู่เย็น อุทาหรณ์คนไทยในสังคมไทย

 

หลายคนคงจะเคยได้ยินกับคำกล่าวที่ว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง” นะคะ เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดเรื่องราวที่น่าตกใจขึ้น กับคุณปู่ท่านหนึ่ง หลายคนคงรู้จัก ชายชราคนนี้ในนามว่าปู่เย็น ซึ่งเป็นชายชรา อายุ 107 ปีแล้ว แต่ยังคงทระนงสู้ชีวิต ซึ่งหลังจากที่รายการคนค้นคนได้ถ่ายทำชีวิตที่กินนอนอยู่บนเรือของปู่เย็นแล้ว ก็ส่งผลให้ประชาชนเกิดความสงสาร และกล่าวถึงกันทุกหัวระแหง จนเรื่องราวของปู่เย็น ไปถึงพระกรรณของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระองค์จึงได้พระราชทานเรือยังชีพให้แก่ปู่เย็น เพื่อใช้ดำรงชีวิต  แต่ล่าสุดก็เกิดเหตุการณ์ที่น่าตกใจเกิดขึ้น  นั่นคือ เงินจำนวน 70,000 บาทของปู่เย็นที่เก็บไว้ใต้ถุงข้าวสารในเรือได้หายไป ซึ่งเงินทั้งหมดมาจากการกุศลที่ชาวบ้านเทน้ำใจมามอบให้ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อตอนเช้าวันหนึ่งขณะที่ปู่เย็นลงจากเรือไปซื้อน้ำเต้าหู้เพื่อรับประทาน แต่ก็มีวัยรุ่นแอบลอบเข้ามาขโมยเงินไป ซึ่งปู่เย็นก็ไม่ได้แจ้งให้ทางตำรวจทราบ จนกระทั่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปเยี่ยมจึงแจ้งให้ทราบ แต่ปู่เย็นก็ยืนยันที่จะไม่เอาเรื่องพร้อมทั้งยังบอกว่า เงินจำนวนที่หายไปถือซะว่าเป็นการทำบุญ ส่วนเงินจำนวนที่เหลืออยู่แสนกว่าบาทก็จะนำไปฝากธนาคารต่อไป

            เรื่องนี้คงจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับใครหลาย ๆ คนว่าอย่าเก็บของมีค่าไว้กับตัวเพราะอันตรายจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เราก็ไม่ทราบ แต่ทางที่เราจะทำได้มีเพียงแต่จะระแวดระวังภัยให้กับตนเอง อย่าลืมว่า“อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง”

 

นางสาวคิดถึงเสมอ  ทองแดง

4818287

 

 
 

 

สู่……..พิธีกรมืออาชีพ

                ในสังคมแห่งการก้าวหน้านี้ ไม่ว่าวงการหรืองานใด ๆล้วนแต่ต้องการ “พิธีกร” ทั้งนั้น แต่ก่อนอาจเรียกรวม ๆ กับโฆษก แต่ปัจจุบันก็มีการแจงความหมายของพิธีกรอย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งพิธีกรจะหมายถึง ผู้ดำเนินรายการ ซึ่งอาจจะมีการแสดง การสนทนา หรือการสัมภาษณ์ ประกอบในรายการเพื่อให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและราบรื่นตั้งแต่ต้นจนจบตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้แต่แรก

                แต่การจะก้าวเข้าสู่การเป็นพิธีกรที่ดีนั้น ใช่ว่าใครจะก้าวมาเป็นกันก็ได้เพราะลักษณะเฉพาะส่วนตัวของคนแต่ละคนล้วนไม่เหมือนกัน ยิ่งโดยเฉพาะพิธีกรมือใหม่ที่มักจะมีความประหม่าตื่นเต้นจนทำให้คุมสติไม่ได้ ทั้งทางการพูดที่ไม่ทราบว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไร จะทำอย่างไรให้สละสลวยสมบูรณ์แบบ จนกระทั่งเรื่องของข้อมูลความรู้และบุคลิกภาพ ที่ไม่แน่ใจว่าควรจะวางตัวอย่างไร นอกจากนั้นบางครั้งการเป็นพิธีกรที่ยังไม่ดีพอ อาจส่งผลให้คนฟังรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจซึ่งอาจเกิดจากคำพูดที่ไม่สมควร แซวแรงเกินไป ไม่สุภาพ หรืออาจเป็นเรื่องของการไม่รักษาเวลา และที่สำคัญที่สุดคือการขาดการเตรียมตัวที่ดี

          ในแง่ของการเตรียมตัวของพิธีกรที่ดี ก็สามารถเตรียมตัวได้ตั้งแต่ระยะยาวโดยการสั่งสมเจตคติที่ดีกับหน้าที่ของพิธีกร เพื่อจะได้ไม่สร้างความผิดหวังในการทำหน้าที่ สิ่งสำคัญที่สามารถฝึกฝนได้นั่นคือการฝึกฟังเพราะการฟังถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราเก็บสาระ เก็บมุข และเก็บลูกเล่นมาใช้กับการดำเนินรายการได้ดี ยิ่งฟังมากก็ยิ่งศึกษาทักษะและสะสมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้เพิ่มพูน หากมีเวลาว่างก็ควรซักซ้อมเอาไว้เพื่อค้นหาจุดเด่นและแก้ไขจุดด้อยของตนเอง เมื่อใกล้ถึงเวลางานจริงก็ควรศึกษาข้อมูลพื้นฐานของงานเช่น วัตถุประสงค์งาน รายละเอียดของงาน รวมไปถึงกลุ่มผู้เข้าฟัง และเตรียมเนื้อหาคำพูดให้เหมาะสม ลองซ้อมจริง และลองไปดูสถานที่จริง เพื่อหาตำแหน่งของตนเอง  ที่สำคัญต้องรักษาสุขภาพให้ดีด้วย

                เคล็ดลับในการปฏิบัติหน้าที่พิธีกรคือ ตั้งจิตให้แจ่มใส  ไปถึงก่อนเวลา อุ่นเครื่องแก้ประหม่า ทำหน้าที่สุดฝีมือ สุดท้ายคือประเมินผล

          ในกระบวนการพูดที่ดีนั้น ควรเริ่มจากการมีปฏิสันถารที่ดี นั่นหมายถึงการทักที่ประชุมให้ดี ให้ถูกต้องซึ่งต้องพิจารณาจากกลุ่มผู้ฟังว่าผู้ฟังของเราคือใครและเรียกให้ถูกต้อง ในระดับการกล่าวเริ่มงานก็ต้องมีที่มาที่ไปอย่างเป็นระบบซึ่งในการกล่าวเปิดงานต้องให้แน่ใจว่าพิธีกรจะไม่พูดซ้ำกับผู้กล่าวเปิดงานท่านอื่น ๆ  คำพูดก็ควรใช้คำที่นุ่มนวลน่าฟัง พิธีกรต้องมีความชำนาญในการเลือกใช้ถ้อยคำที่สุภาพ อ่อนหวาน ให้เป็นความเคยชิน ไม่ว่าพิธีการนั้น ๆ จะอยู่ในอารมณ์ใดๆ สำหรับในช่วงรอยต่อของงาน ก็ต้องสร้างความต่อเนื่องให้ได้อย่างแยบยล โดยอาจใช้สำนวนโวหาร หรือมุขลูกเล่นต่าง ๆ เสริมให้เกิดจุดเด่น ที่สำคัญที่สุดในการพูดคือถ้อยคำที่ใช้ต้องกลั่นกรองให้ดีโดยเฉพาะในแง่ของความหมายของคำ และระดับของคำพูด ต้องระวังให้มากให้ถูกหลักทางภาษา การพูดต้องคำนึงเสมอว่า ไม่ใช่การท่อง ไม่ใช่การอ่าน หัวใจสำคัญคือการเร้าให้ผู้ฟังรู้สึกสนใจ และตรึงผู้ฟังให้ได้ตลอดการพูด

                โดยทั่วไปแล้วธรรมชาติที่พิธีกรทุกคนต้องเจอก็คือความประหม่า  ซึ่งความจริงแล้วสาเหตุของความประหม่าอาจเกิดจาก ความไม่คุ้นเคยกับหน้าที่ หรือกับเวที ในบางครั้งอาจเกิดจากการเตรียมตัวไม่ดีพอ และคนบางคนก็มักจะสร้างความกดดันให้กับตัวเอง วาดภาพผู้ฟังไว้ว่าเป็นสิ่งน่ากลัว ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งภายในตัวเอง การจะลดความประหม่านั้นก็ต้องมาจากการสร้างเจตคติให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นการสร้างความรู้สึกดีทางจิตใจ ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้น ส่วนทางกายก็สามารถผ่อนคลายกล้ามเนื้อลดอาการตึงเครียดได้เช่นเดียวกัน

                การจะเป็นพิธีกรที่ดีนั้น สิ่งสำคัญคือเรื่องของภาษาที่ใช้ ภาษาไทยเป็นภาษาที่ค่อนข้างซับซ้อน มีหลายระดับ ซึ่งอาจสร้างความสับสนให้กับผู้ที่ทำหน้าที่เป็นพิธีกรได้ ดังนั้นจึงควรศึกษาให้ดีและควรใช้คำพูดให้เหมาะสมกับกาลเทศะของงาน รวมถึงเรื่องของคำต่าง ๆในภาษาไทยก็จะต้องออกเสียงให้ถูกต้อง เพราะคำในภาษาไทยหลาย ๆคำคนมักจะออกเสียงผิดกัน ข้อห้ามสำหรับเรื่องของภาษาคือการใช้คำที่กำกวม และการสอดแทรกอารมณ์ขันที่ไม่เหมาะสม ในแง่ของการออกเสียงก็ควรให้ดังชัดเจนพอดี ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับการออกเสียงของผู้พูดหรืออาจขึ้นอยู่กับการจับไมโครโฟนที่ถูกต้อง ซึ่งต้องมีการรักษาระยะห่างในระดับหนึ่ง ไม่ควรจับตรงส่วนหัวของไมค์ และควรมีการทดสอบไมค์ทุกครั้งก่อนที่จะใช้

                สำหรับในหน้าที่ของพิธีกรรายการโทรทัศน์และวิทยุ อาจต้องใส่ใจให้มากในแง่ของลักษณะของรายการที่ตนดำเนินอยู่ ซึ่งจะต้องสร้างภาพลักษณ์ในทุก  ๆ ด้านให้เหมาะสม และทั้งวิทยุ- โทรทัศน์ก็มีความแตกต่าง ดังนั้นพิธีกรจึงต้องมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป เช่น พิธีกรรายการโทรทัศน์ อาจต้องใส่ใจเพิ่มเติมในด้านการแต่งกาย บุคลิกภาพ ส่วนพิธีกรทางวิทยุ หรือนักจัดรายการวิทยุ ก็จะต้องใส่ใจในเรื่องของน้ำเสียง คำพูด การบรรยายต่าง ๆ จังหวะการพูด เป็นต้น

                สุดท้ายก่อนที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นพิธีกรมืออาชีพ สิ่งที่จำต้องมีนั่นคือ ความตั้งใจและความรับผิดชอบในหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นก็พร้อมที่จะพัฒนา อยู่เสมอ และสิ่งสำคัญที่ควรจะตระหนักไว้ในใจนั่นคือ ทำงานให้เหมาะกับตัว ทำตัวให้เหมาะกับงาน และที่ขาดไม่ได้คือ “ใส่ใจ สนใจ ตั้งใจ ฝึกฝน” ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การเป็นพิธีกรที่ดีในอนาคตแน่นอน

 

อ้างอิงจาก  บุญศรี  ปราบณศักดิ์ ,สู่…พิธีกรมืออาชีพ(2538), สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นางสาวคิดถึงเสมอ  ทองแดง

4818287

 

 
 

 

วาทะชนะใจ

                ภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญในการสื่อสารการเจรจาไม่ว่ายุคสมัย  ดังนั้นการเอาชนะใจคนด้วยวาทะจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และในบางครั้งโอกาสอาจมีเพียงครั้งเดียวซึ่งอาจเป็นการชี้เป็นชี้ตายเลยก็เป็นได้ หนังสือวาทะชนะใจมีการยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงของชาวจีนและชาวญี่ปุ่นในประวัติศาสตร์ที่เคยใช้วาทะในการเอาชนะเหตุการณ์ต่างๆ หนังสือเล่มนี้จึงได้แบ่งเทคนิคการพูดไว้อยู่  10 หมวดหมู่ดังนี้

บทที่ 1 โจมตีจุดอ่อนของคู่ต่อสู้

                   เป็นวิธีที่ได้ผลดีเกินคาดและมักถูกนำมาใช้บ่อย ๆ เพราะในสถานการณ์ที่เกิดอุปสรรคและเราก็รู้จุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามดี แต่บ่อยครั้งที่วิธีนี้ถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ดี เช่น การขู่ การรีดไถ ซึ่งการโจมตีจุดอ่อนของคนอื่น ก็มักจะถูกมองในแง่ลบเสมออยู่แล้ว

                                วิธีของการโจมตีจุดอ่อนก็เริ่มจากการจับจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามให้อยู่ แล้วจึงโน้มน้าวใจให้เชื่อ ยกสุดท้ายก็โจมตีจุดอ่อนให้อยู่หมัด ทั้งหมดนี้กระทำจากคำพูดทั้งสิ้น

บทที่ 2  จู่โจมทิฐิของคู่ต่อสู้

                                ในความเป็นจริงทุกคนต่างก็มีจุดอ่อน และจุดอ่อนที่เหมือนกันคือ ความนับถือตนเอง ทุกคนต่างนิยมการยกย่อง อยากเห็นว่าตนเองมีความสำคัญในสายตาคนอื่น ๆ อย่างน้อยก็ไม่มีใครฟังคำสรรเสริญแล้วโกรธแค้นแน่นอน ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงขึ้นอยู่แค่ว่า จะนำไปใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างไร

                                วิธีการนี้เริ่มแรกต้องรู้จักสรรเสริญให้เป็นดังกรณีของฮั่นสินที่รู้จักใช้วาทะยกย่องกษัตริย์ จนกระทั่งกษัตริย์ผู้นั้นหมดสิ้นความแคลงใจ การแนะนำก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ต้องยึดหลักของวิธีการนี้ซึ่งการจะให้คำแนะนำใครก็ต้องใช้ถ้อยคำที่น่าเชื่อถือ นุ่มนวล วิธีนี้เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นการกระตุ้นความนับถือตนเองของฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง

บทที่ 3  มองให้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้

                                หากต้องการทำให้ใครสักคนเชื่อก็ต้องค้นหาความต้องการภายในใจของเขาให้พบเช่นวิธีของซูฉินและจางอี้ คือการยกประโยชน์มาล่อเรียกว่าวิธีการ ประสานและยุแยกประโยคเด็กของซูฉินคือยอมเป็นหัวสุนัขดีกว่าเป็นหางราชสีห์ แต่วิธีนี้ก็ต้องใช้ทั้งความอ่อนน้อมและความแข็งกร้าวผสมกันจึงจะเกิดผล แต่ก็จะเกิดการขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์และคุณธรรม ซึ่งซูฉินและจางอี้ต่างก็เลือกเอาผลประโยชน์ขึ้นมาเป็นตัวล่อเพราะต่างรู้ว่ามนุษย์กับผลประโยชน์ย่อมแยกกันไม่ออกอยู่แล้ว

บทที่ 4  รุกแบบไม่ให้ตั้งตัวติด

                                อาจเป็นวิธีของผู้ร้ายที่ต้องอาศัยไหวพริบและปฏิภาณค่อนข้างมากในการเลือกช่วงเวลาให้เหมาะสม แล้วรุกให้ถูกจุด สิ่งสำคัญคือการพูดที่ทำให้คนรู้สึกสนใจ หรือเรียกว่าเป็นการเรียกร้องความสนใจของคนฟังได้และปรับตัวตามสถานการณ์ให้เกิดความน่าสนใจมากที่สุด

บทที่ 5  จิตใจสู้ไม่ถอย

                                ตัวอย่างของเหตุการณ์เป็นของโอโอะกะ เอ็ดสุ ตุลาการที่พยายามยื่นคำร้องเสนอชื่อบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ผู้ช่วยของตนเอง เขาใช้ความพยายามสู้ไม่ถอยและกระทำการยื่นซ้ำๆ อย่างนั้นหลาย  ๆครั้ง โดยยึดหลักการเดียวกับการโฆษณาที่หัวใจคือการทำซ้ำ ๆ แต่การกระทำโดยการพูดแบบตัวต่อตัว หากทำมากครั้งเกินไปอาจไม่เกิดผลดีนัก ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้พูดถึงความเหมาะสมในสถานการณ์นั้น ๆ

บทที่ 6  วิธีการเสนอตัว

                   สำหรับในบทนี้ ประโยคที่ว่า ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ดูเหมือนจะเป็นประโยคที่เหมาะสมที่สุด  หากต้องการจะเสนอตัวให้ประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญคือการสะสมความรู้ความสามารถและประสบการณ์ไว้ให้มาก เพราะหากเกิดเหตุการณ์คับขันก็จะสามารถใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่แก้ปัญหาให้ตนเองโดดเด่นขึ้นมาได้และควรสังเกตเรียนรู้ฝ่ายตรงข้ามด้วย

บทที่ 7 การโกหกเป็นวิธีการอย่างหนึ่ง

                                ในสังคมของความเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องยอมรับว่าการโกหกทำให้คนเรามีสัมพันธภาพต่อการที่ราบรื่นและบางครั้งก็ช่วยแก้ปัญหาได้ “การโกหกเป็นอาวุธที่แหลมคมของนักปาฐกสัญจร ไม่ว่าใช้วิธีใดขอให้ถึงเป้าหมายเป็นพอ แต่ก่อนการโกหกสามารถช่วยตัดสินปัญหา เป็นเทคนิคป้องกันตนเองและเป็นอาวุธที่สำคัญในทางการทูต แต่การโกหกเป็นดาบสองคมอยู่ดี

บทที่ 8  วิธีผูกใจคน

                                ที่สำคัญที่สุดคืออย่าดูถูกใคร แม้ว่าผู้นั้นจะเป็นคนที่อยู่ในฐานะที่ต่ำกว่าเราก็ตามแต่สิ่งสำคัญคือ ความเข้าใจและการยกย่อง หัวหน้าที่ยอมเสียสละเพื่อลูกน้องจึงจะได้รับการสรรเสริญ และนั่นเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ผู้เป็นนาย จะสามารถผูกใจคนที่อยู่ต่ำกว่าได้

บทที่ 9   ปล่อยให้ความเงียบพูดแทน

                                การผูกใจคนที่เหนือชั้นคือการทำให้คนเชื่อโดยไม่ต้องพูด จะเป็นการกระทำที่ไม่เสแสร้ง หมายถึงให้การกระทำและการวางตัวที่ดีทำให้ผู้อื่นรู้สึกเชื่อถือ การกระทำก็ทำมาจากใจทำให้คนผู้น้อยไม่รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างชนชั้นและฐานะ

บทที่ 10  วิธีสังเกตคน

                                “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”การพูดที่ดีคือการรู้จักวิเคราะห์คนที่เป็นคู่สนทนาของเรา ยิ่งในการทำการใหญ่ การศึกษาข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุดย่อมเป็นการถือไพ่เหนือกว่า และหากสามารถอ่านใจของฝ่ายตรงข้ามได้เราก็จะรู้จุดและสามารถจูงใจคนผู้นั้นได้

                หนังสือเรื่องวาทะชนะใจมักจะมีการยกตัวอย่างมาจากพงศาวดารจีนซึ่งมักจะมีความเกี่ยวข้องกับการรบ การทูตและการเมืองในสมัยก่อนที่จะยึดถือการพูดและการเจรจาเป็นสำคัญ เคล็ดลับวิธีการต่าง ๆ จึงเป็นจุดสำคัญที่ถูกถ่ายทอดเป็นเทคนิคที่สามารถนำมาใช้ได้ในปัจจุบัน นอกเหนือจากเทคนิคการพูดที่อิงความจริงที่เคยประสบความสำเร็จแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังสอนเรื่องของการวางตัว การทำตัว ความประพฤติต่าง ๆ ให้ผู้อ่านได้มีชั้นเชิงที่เหนือกว่าในทุก ๆ ด้าน โดยตลอดการสอนของหนังสือก็มีการยกตัวอย่างบุคคลไว้โดยตลอดจึงทำให้เห็นภาพความจริงของเทคนิควิธีที่ชาญฉลาดของคนในสมัยก่อนเป็นอย่างดี

อ้างอิง  วาทะชนะใจ , โมริยะ ฮิโรชิ เขียน ธีรลักษณ์ ธาวพงษ์ แปล , 2544 ,สำนักพิมพ์ดอกหญ้า

นางสาวคิดถึงเสมอ  ทองแดง 4818287

 

 
 

การพูดต่อชุมนุมชน

                ในชีวิตของคนเราคงจะหลีกเลี่ยงการพูดไปไม่ได้โดยเฉพาะการพูดต่อหน้าผู้คนจำนวนมากหรือที่เรียกกันว่า การพูดในที่ชุมนุมชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่สามารถแจงออกได้เป็น 3 ประการ ได้แก่

                                1.เพื่อให้ข่าวสารข้อเท็จจริงหรือสอน(To inform)

                                2.เพื่อจูงใจ(To persuade)

                                3.เพื่อให้ความบันเทิง(To entertain)

                ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลัก ๆ ที่นักพูดในที่ชุมชนจะใช้สื่อความกับผู้ฟัง ซึ่งต้องประกอบกับคุณสมบัติที่พึงมีในตัวของผู้พูดอันได้แก่ มีความเข้าใจในเรื่องที่พูด มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความเป็นกันเอง มีความกระตือรือร้น มีอารมณ์ขัน มีไหวพริบและปฏิภาณ เป็นผู้ที่ชอบสังเกตจดจำ ตรงต่อเวลา และมีจริยธรรม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ที่สำคัญที่สุดในการพูดในที่ชุมชนก็คือผู้ฟัง ดังนั้นผู้พูดจึงมีความจำเป็นต้องสามารถวิเคราะห์ผู้ฟังได้เป็นอย่างดี ซึ่งอาจเป็นเป็นกลุ่มทั่วไป หมายถึง ผู้ฟังทั่วไปหลากหลายกลุ่มชน ปะปนกัน และกลุ่มเฉพาะคือกลุ่มที่มีความรู้ความสามารถความเข้าใจเหมือนๆ กัน การจะวิเคราะห์คนฟังสามารถทำได้โดยการวิเคราะห์ตามหลักประชากรศาสตร์ เช่น วิเคราะห์จาก เพศ อายุ ระดับการศึกษา ความสนใจพิเศษ เป็นต้น และผู้พูดควรต้องรู้จักที่จะวิเคราะห์โอกาส หมายถึงต้องรู้และเข้าใจอย่างดีว่าโอกาสที่ได้รับหน้าที่เป็นผู้พูดนั้นคือเนื่องในโอกาสใด เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผู้จัด

                ข้อสำคัญประการต่อมาคือการคัดเลือกเรื่องที่จะพูด โดยต้องพิจารณาจากผู้ฟังเป็นหลักโดยดูจากความสนใจ และความเหมาะสม ทั้งที่เหมาะสมกับผู้พูดเอง เหมาะสมกับผู้ฟัง เหมาะสมกับโอกาส และเหมาะสมกับเวลาที่กำหนด  โดยที่ตัวผู้พูดต้องแสวงหาความรู้ให้เป็นพื้นฐานการพูดครั้งนั้น ๆ ไว้ก่อน และต้องพูดให้อยู่ในขอบเขตของเรื่องที่จำกัดไว้ ในการเลือกหัวข้อที่จะพูดต้องได้รับการพิจารณามาแล้วว่าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งผู้พูดเองก็ต้องมีข้อมูลเพื่อนำมาอ้างอิงสนับสนุน และต้องสามารถพัฒนาความคิดให้น่าเชื่อถือและน่าสนใจได้ ดังนั้นในขั้นตอนของการรวบรวมข้อมูลจึงมีความสำคัญอยู่ที่การค้นหาข้อมูลที่จะนำมาพูดซึ่งผู้พูดต้องทำการบ้านในการจัดหาเนื้อหาที่คัดสรรและต้องแน่ใจว่าเลือกใช้ได้ถูกต้อง ซึ่งจำต้องตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องด้วย

                เมื่อแน่ใจแล้วว่าข้อมูลที่ได้มาผู้พูดเองสามารถต่อยอดและพัฒนาความคิดนั้น ๆ ได้ก็ต้องนำข้อลทั้งที่เป็นสาระและความคิดมานจัดระเบียบของเรื่อง โดยการสร้างโครงเรื่อง หมายถึงการสร้างกรอบกว้างๆ  ที่สำคัญของการพูดไว้ โดยการจัดเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ ตามลำดับที่ต้องการจะเล่า เช่นลำดับเรื่องเวลา ลำดับสถานที่ หรืออาจเป็นลำดับของปัญหาและการแก้ปัญหา เป็นต้น สิ่งสำคัญต่อมาจากหัวเรื่องคือความสามารถในการขยายความเรื่องนั้น ๆ โดยการเพิ่มเนื้อหาที่จะสนับสนุนใจความให้น่าสนใจยิ่งขึ้น แต่ต้องให้แน่ใจว่าเป็นใจความสำคัญที่กระชับ เพียงเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจอย่างละเอียดลึกซึ้งมากขึ้น

                วิธีการนำเสนอการพูด โดยทั่วไปแล้วมีรูปแบบ 4 ชนิด ได้แก่ 1พูดแบบกระทันหัน2ท่องจำทั้งหมดมาพูด3ใช้ต้นฉบับ4พูดแบบมีการจดไว้เป็นหัวข้อ ซึ่งการพูดในทุกรูปแบบสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความสำเร็จคือ การเตรียมตัวทั้งตัวผู้พูดเองและตัวเนื้อเรื่อง ทั้งยังควรจะมีการฝึกซ้อมมาก่อนล่วงหน้า โดยการตระเตรียมโสตทัศนูปกรณ์ให้เหมาะสมในการฝึกซ้อม หากมีข้อผิดพลาดหรือมีการติชมก็ควรจะรับไว้และนำมาปรับปรุงแก้ไข สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวรับข้อโต้แย้งต่าง ๆ ซึ่งควรคาดการณ์ไว้ก่อนและหาข้อมูลในการโต้แย้งให้น่าเชื่อถือ เมื่อถึงเวลาจริงที่จะต้องนำเสนอ หลักการที่พึงกระทำและจำให้ขึ้นในมีอยู่สี่ประการคือ ตอนต้นให้ตื่นเต้น ตอนกลางให้กลมกลืน ตอนท้ายให้ทบทวน ตอนจบให้จับใจ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการพูด

          ในด้านเทคนิคในการพูด น้ำเสียงถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญระดับของเสียงจะสามารถสื่อความหมายได้หลายอย่างเช่นอารมณ์ผู้พูด ความจริงใจ จุดประสงค์ในแต่ละเรื่อง รวมถึงการเน้นย้ำในใจความสำคัญ น้ำเสียงที่ใช้ควรมีความสุภาพ วไม่ห้วนหรือยืดยาดเกินไป ควรจะมีความกระตือรือร้นเสมอ และที่สำคัญควรเป็นธรรมชาติ สิ่งสำคัญคือการออกเสียงให้ถูกต้องตามหลักภาษาทั้งยังต้องระวังสำเนียงให้ถูกต้อง ซึ่งการพูดที่ดีก็ต้องรักษาการพูดให้ดีด้วย

                ในแง่ของการใช้ภาษาข้อควรระวังคือระดับของภาษาที่ต้องแยกแยะให้ออกทั้งแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และต้องระดับของภาษาทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา(สีหน้า แววตา และท่าทาง)ให้สอดคล้องกัน สิ่งสำคัญอีกประการคือการเลือกใช้คำเพราะในบางกรณีก็อาจใช้คำที่มีความหมายโดยนัย หรือความหมายโดยตรงเรื่องนี้ต้องพิจารณาให้ดี

                ศัตรูตัวฉกาจของนักพูดหลาย ๆคนคือความประหม่ากลัวหรือความตื่นเต้นที่มักจะเกิดขึ้น สิ่งที่นักพูดพึงกระทำไม่ใช่การแก้ไขแต่หากเป็นการป้องกันความประหม่าไม่ให้เกิดขึ้น โดยการเปลี่ยนทัศนคติของผู้พูดให้มี่ทัศนคติที่ดีกับเวที กับผู้ฟัง และกับเรื่องที่พูด

                ภายหลังจากการพูดทุกครั้งควรมีการประเมินผลการพูดของตนเอง เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขข้อผิดพลาดเพื่อไม่ให้เกิดอีกในครั้งต่อไป ซึ่งทำได้โดยการให้ผู้ฟังเขียนวิจารณ์การพูดของตนเอง

อ้างอิงจาก สมิต สัชฌุกร ,การพูดต่อชุมชน 2547

น.ส.คิดถึงเสมอ ทองแดง

4818287

 
 
 

40 วิธีการพูดจูงใจ

1พูดจูงใจผู้คิดสั้นแทนที่จะอ้อนวอนเปลี่ยนเป็นการท้าทายให้ทำเมื่อผู้นั้นหยุดคิดก็จะได้ทบทวนถึงปัญหาเอง

2พูดจูงใจโดยยุยงให้เกิดความผิดพลาดเป็นเทคนิคที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกไม่กลัวความผิดพลาดแต่ให้ความผิดเป็นครู

3พูดจูงใจด้วยการเปลี่ยนคำว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ด้วยการปลุกเร้าให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง

4พูดจูงใจด้วยการใช้คำเยินยอเพื่อคลี่คลายอารมณ์ของฝ่ายตรงข้ามแต่ผู้พูดก็จะต้องระงับอารมณ์และตั้งสติให้ดี หากทำได้ก็จะสามารถพลิกสถานการณ์นั้นได้

5พูดจูงใจด้วยการโจมตีทางอ้อมคือการพูดโดยอิงผู้อื่นแต่ให้ผลลัพธ์กระทบถึงตัวผู้นั้นโดยตรง

6พูดจูงใจด้วยการพูดกระทบให้กระตุ้นความเคารพตนเองของฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้เกิดความกระตือรือร้น

7พูดจูงใจด้วยการพูดเน้นถึงความรับผิดชอบเพื่อสนองความเคารพตนเองของเขา

8พูดจูงใจโดยแสร้งเผอเรอต่อความผิดพลาดของผู้อื่น มนุษย์มีความรู้สึกสำนึกผิดในความผิดพลาดของตนเอง ดังนั้นไม่ควรตำหนิผู้อื่นอย่างพร่ำเพรื่อ

9พูดจูงใจด้วยการใช้ประโยชน์หลอกล่อเพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกว่าแม้ตอนนี้ต้องลำบากแต่ก็จะได้ผลตอบแทนคุ้ม

10พูดจูงใจด้วยการให้ฝ่ายตรงข้ามตัดสินใจโดยไม่ต้องบังคับเป็นการจูงใจฝ่ายตรงข้ามที่ไม่สามารถตัดสินใจได้ใช้เวลาไตร่ตรองและสุดท้ายก็จะสามารถตัดสินใจได้โดยไม่ต้องใช้การบังคับ

11พูดจูงใจด้วยการตัดพ้อต่อว่าแม้ว่าจะเกิดความโกรธและไม่พอใจ แต่หากผู้พูดมีเทคนิคในการชมเชยภายหลังและแสดงความจริงใจวิธีนี้ก็จะประสบความสำเร็จ

12พูดจูงใจด้วยคำว่าอำนาจอยู่ในมือคุณให้แสร้งว่าผู้นั้นมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจเพื่อให้เกิดความพอใจ

13พูดจูงใจให้ฝ่ายตรงข้ามหวนพิจารณาตนเองโดยไม่นำอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องแต่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกว่าความผิดของตนเองควรจะได้รับการแก้ไข

14พูดจูงใจด้วยการถ่ายเททัศนะนิยมให้เข้าหูฝ่ายตรงข้ามก่อนเพื่อให้เอนเอียงไปตามความคิดของผู้พูด

15พูดจูงใจด้วยการฟังวันนี้พูดพรุ่งนี้ใช้วิธีเว้นระยะเวลาเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างสงบ

16พูดจูงใจโดยการให้ฝ่ายตรงข้ามพูดแสดงความคิดเห็นในการพลิกแพลง

17พูดจูงใจด้วยการสลายกำลังการบุกโจมตีของฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้เป้าหมายเกิดความสับสนโดยการจับประเด็นของฝ่ายตรงข้ามให้ชัดเจนและตอบโต้ให้ตรงประเด็น

18พูดจูงใจด้วยการลงมือบังคับไว้ก่อนในกรณีที่ไม่สามารถรับการขอร้องของฝ่ายตรงข้ามก็ทำให้อยู่ใต้อำนาจ

19พูดจูงใจด้วยการให้ฝ่ายตรงข้ามคิดตรึกตรองเพื่อระงับความใจร้อนของฝ่ายตรงข้าม

20พูดจูงใจด้วยการอำพรางความคิดตนเองเป็นการสร้างภาพด้วยกาหลอกพาจิตใจและอารมณ์ฝ่ายตรงข้ามให้เกิดความสมดุลเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามยอมรับความเห็นของตนเอง

21พูดจูงใจผู้มีความลังเลมักใช้คำว่าโอกาสสุดท้ายเพื่อตัดความคิดเล็กคิดน้อย

22พูดจูงใจด้วยการหันเหความสนใจของฝ่ายตรงข้ามให้รับรู้ถึงสาเหตุ ปัญหาเสียก่อน

23พูดจูงใจด้วยการให้ฝ่ายตรงข้ามรับประทานอาหารและเครื่องดื่มเพื่อบรรเทาความร้อนใจหรือโกรธ

24พูดจูงใจแสร้งเผยความลับของตนเองอาจเป็นการสร้างความขบขันเพื่อลดความห่างของจิตใจ

25พูดจูงใจเพื่อหลีกเลี่ยงการโต้แย้งของฝ่ายตรงข้ามใช้วิธีการพูดตัดแบบสายฟ้าแลบเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศให้เข้าสู่ความปกติ

26พูดจูงใจด้วยการเชิดชูฝ่ายตรงข้ามซึ่งเป็นการเยินยอเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่อาจทำให้เกิดการโจมตี

27พูดจูงใจด้วยการให้ผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามพูดแทนใช้บุคคลที่สามในการเข้ามาจูงใจ

28พูดจูงใจด้วยการสร้างปัญหาให้ใหญ่โตเพื่อขัดขวางฝ่ายตรงข้ามเพื่อฝ่ายตรงข้ามรู้สึกว่าตนเองก็มีความผิด

29พูดจูงใจด้วยการให้ฝ่ายตรงข้ามเพิกถอนการขอร้องในกรณีที่ผู้ขอร้องกำลังลำบากก็ใช้วิธีพูดให้เขาได้เห็นผูที่ลำบากกว่าเพื่อการหวนพิจาณาตนเอง

30พูดจูงใจด้วยการอาศัยปัญหาขั้นมูลฐานปฏิเสธการขอร้องเช่นปัญหาความเป็นจริงทางเศรษฐกิจจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจไปโดยปริยายว่าคำขอร้องตนเองไม่สมเหตุสมผล

31พูดจูงใจด้วยการพูดปฏิเสธฝ่ายตรงข้ามให้เข้าใจว่าอ่อนข้อหรือใช้การยอมรับชั่วคราวเมื่อเผชิญปัญที่แก้ไม่ได้ในคราวเดียว

32พูดจูงใจด้วยการพูดข้อบกพร่องของตนเองเมื่อเจอฝ่ายตรงข้ามที่มีความขี้ระแวง การพูดจุดบกพร่องของตนเองจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเชื่อถือในเรื่องเหล่านั้น

33พูดจูงใจด้วยการพูดว่าคุณก็ควรคิดเช่นนั้น โดยการยอมรับความคิดความสามารถของเขาก่อนแล้วค่อยแสดงความคิดเห็นของตนเอง

34พูดจูงใจให้ฝ่ายตรงข้ามเปลี่ยนจากคำว่า No เป็น Yes เป็นการบีบให้ฝ่ายตรงข้ามยอมรับความคิดของเราก่อนที่จะมีการโจมตีโดยการเน้นย้ำการปฏิเสธของเขาและพลิกให้กลายเป็นการยอมรับ

35พูดจูงใจด้วยการช่วยฝ่ายตรงข้ามตัดสินใจ พูดด้วยความสุภาพให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกคล้อยตาม

36พูดจูงใจด้วยการพลิกความคาดหวังของฝ่ายตรงข้าม เช่นพนักงานขายรถกล่าวกับผู้ที่ต้องการจะเปลี่ยนรถว่ารถของเขายังสามารถใช้งานได้อีกนาน ซึ่งเป็นการพลิกความคาดหวังที่พนักงานคนนั้นจะเอาแต่ขายของ ดังนั้นจะเป็นการสร้างความเชื่อใจให้กับฝ่ายตรงข้ามท้ายที่สุดเขาก็จะต้องมาซื้อรถกับพนักงานคนนี้

37พูดจูงใจโดยอาศัยกิจการงานของฝ่ายตรงข้ามเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อให้เขารู้สึกว่าคุณติดตามีความเคลื่อนไหวของเขาอย่างลึกซึ้ง จะทำให้เขารู้สึกยอมรับและพร้อมที่จะช่วยเหลือ

38พูดจูงใจด้วยการใช้คำว่าได้ยินแล้วแทนคำว่าทราบแล้วเป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามได้พูดจนหมด โดยที่เราไม่ได้รับปากว่าจะเข้าใจหรือยินยอมหรือไม่

39พูดจูงใจด้วยการแสร้งปั้นให้เป็นศัตรูร่วมเป็นหลักจิตวิทยาที่ช่วยเพาะเลี้ยงความรู้สึกของคนสองกลุ่มให้เกิดความสอดคล้องกัน

40พูดจูงใจด้วยการพูดบ่นอยู่คนเดียวเป็นวิธีที่ดีอย่างคาดไม่ถึง เพราะสามารถทำให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถรับรู้ได้โดยที่จะไม่เกิดการโต้แย้งกลับ

                หนังสือเล่มนี้ค่อนข้างยากที่จะสรุปออกมาเป็นหลักในการพูด เนื่องจากมีการยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ใช้การพูดจูงใจวิธีต่างๆ ในการแก้ปัญหาไว้โดยตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้อ่านได้รับคือเทคนิคดี ๆ ที่ชาญฉลาดทั้งการพูดและการกระทำซึ่งสามารถช่วยในการพัฒนาการพูดให้สามารถจูงใจคนได้เป็นอย่างดี

 

อ้างอิงจาก ม.อึ่งอรุณ, 40วิธีการพูดชนะใจ พิมพ์ครั้งที่ 4 กรุงเทพมหานคร 2546

                น.ส.คิดถึงเสมอ  ทองแดง

4818287

 
 
 

นิทานจากดาดฟ้าชั้นที่7

      นิทานเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เป็นนิทานที่ไม่มีเจ้าหญิง ไม่มีเจ้าชาย ไม่มีม้าขาวหรือมังกรร้าย  นิทานเรื่องนี้เพียงแค่ต้องการเล่าถึงความจริงที่หลายคนเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ตาย

      ลิลลี่ แมคคลินแลน เป็นหญิงสาวที่สิ้นหวังในชีวิต เธอคิดว่าปัญหาที่เธอเจอเป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสมากกว่าคนอื่น ๆ เธอเชื่อว่าไม่มีทางใดอีกต่อไปแล้วที่เธอจะแก้ปัญหาชีวิตของเธอได้ วันนี้จึงเป็นวันที่เธอตัดสินใจว่าเธอจะจบปัญหาทั้งหมดด้วยตัวของเธอเอง

      บนดาดฟ้าชั้นที่ 7 ลิลลี่เลือกชุดที่เธอชอบที่สุดเพื่อใส่เป็นชุดสุดท้าย เธอยืนอยู่บนยอดตึก มองทุกอย่างเป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็ตัดสินใจทิ้งล่างของตนเองลงมา ต่อจากนี้เธอจะไม่ต้องเจอปัญหาอีกแล้ว

      ในระหว่างที่ร่างของเธอลอยคว้างลงมาจากดาดฟ้าผ่านลงมาที่ชั้น 7 ของอพาร์ทเมนท์

ที่ชั้น 7 เธอเห็นคู่แต่งงานใหม่ที่ดูภายนอกว่ารักกันมากกำลังทะเลาะกันอย่างรุนแรง

ที่ชั้น 6 เธอได้เห็นอาจารย์ใหญ่ที่เป็นที่เคารพของทุกคนกำลังแอบใส่เสื้อชั้นในของภรรยาตัวเอง

เมื่อถึงชั้น 5 เธอก็ได้เห็นนักเรียนทุนเรียนดีที่มักจะเป็นเด็กดีในสายตาคนอื่นเสมอ กำลังเสพยาเพื่อให้ตนเองอ่านหนังสือได้นานๆ

ที่ชั้น 4 เธอได้เห็นชายที่เชื่อมั่นในความรักกับภรรยาที่พึ่งเสียไป กำลังมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสาวใช้

ที่ชั้น 3 เธอเห็นพนักงานบริษัทผู้เรียบร้อยกำลังสบถคำด่าที่หยาบคายที่สุดใส่รูปเจ้านายของตนเอง

ที่ชั้น 2 เธอเห็นแม่ผู้ใจดีและอ่อนโยนในสายตาคนอื่น ๆ กำลังทุบตีลูกชายของตนเอง

ที่ชั้น 1 เธอเห็นชายชราที่มักจะเข้มแข็งเสมอและเป็นที่พึ่งของผู้อื่น กำลังซ่อนความอ่อนแอร้องไห้ถึงภรรยาที่เสียไปนานนับสิบปีอยู่คนเดียวในห้อง

      ภาพทุกภาพที่ผ่านสายตามา ทำให้เธอคิดได้ว่าแม้ภายนอกคนพวกนั้นอาจดูไม่มีปัญหาอะไรแต่แท้จริงแล้วทุกคนต่างก็มีปัญหาภายในที่แตกต่างกัน ปัญหาของคนอี่น ๆ ใหญ่กว่ามาก ปัญหาของเธอเมื่อเทียบกับพวกเค้าแล้วดูเล็กนิดเดียว ความจริงแล้วสักวันหนึ่งปัญหาของเธออาจมีทางแก้ไขก็ได้เพียงแต่เธอ…เฝ้ารออย่างมีสติ แต่ไม่ทันที่จะได้ไตร่ตรองอะไร ร่างของเธอก็กระแทกกับพื้น และเสียชีวิตในทันที ผู้คนด้านล่างต่างพากันตกใจ ส่วนผู้คนที่ลิลลี่ได้เห็นความจริงของพวกเขา ต่างพากันมองมาที่ร่างของลิลลี่พร้อมกับคิดว่า หญิงสาวผู้นั้นคงมีปัญหาที่หนักมากจนไม่สามารถแก้ไขได้  หากเทียบกับปัญหาของเขาคงเล็กไปทันที นั่นหมายความว่าสักวันหนทางแก้ปัญหาของพวกเขาต้องมาถึงแน่นอน เพียงแต่พวกเขา…เฝ้ารออย่างมีสติ

      นิทานเรื่องนี้ไม่มีข้อคิดท้ายเรื่องเขียนเอาไว้ แต่สามารถฟังได้ด้วยหู รู้ได้ด้วยใจ  แต่ดิฉันมีสิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากเอาไว้ ปัญหาทุกปัญหามีทางออกเสมอ เพียงมีสติ ให้ตัวละครในนิทานเรื่องนี้ เป็นอุทาหรณ์สุดท้ายของคนที่ตั้งใจจะหนีปัญหาเถอะค่ะ

 
 
 

วิธีต่อสู้ศัตรูตัวฉกาจของการพูด

      คุณเคยประสบปัญหาเหล่านี้ไหม มือสั่น ขาสั่น เสียงสั่น เหงื่อแตกพลั่ก ลืมทุกอย่างที่คุณจะพูดเมื่ออยู่ต่อหน้าคนทั่วไป อาการแบบนี้เรียกว่าความประหม่า หรือความตื่นเต้นเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าผู้คน

      แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปถ้าคุณปฏิบัติตามคำแนะนำที่นำมาฝากในวันนี้

1.เตรียมตัวมาให้ดีแต่อ้อนแต่ออก

      การเตรียมตัวให้ดีจริง ๆ แล้วสามารถทำได้เสมอ ๆ เช่น หัดพูดหน้ากระจกอยู่เสมอ อาสาสมัครเป็นผู้ไปพูดในกรณีต่าง ๆ การทำเช่นนี้เท่ากับว่าคุณได้ฝึกตัวเองไปในตัวทำให้เคยชินกับการพูดจนเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ และยังช่วยฝึกปฏิภาณไหวพริบไปในตัวได้ จากประสบการณ์อาจลองฝึกจาก การชมการประกวดนางงามต่าง ๆ แล้วลองตอบคำถามเดียวกับที่ใช้บนเวทีว่าเราจะสามารถตอบได้เร็วแค่ไหนและคำตอบจะเป็นคำตอบที่ดีหรือไม่

2.เตรียมตัวเมื่อวันนั้นมาถึง

      คงทราบกันดีอยู่แล้วถึงการเตรียมตัวในแบบของหนังสือวิชาการว่า คุณต้องศึกษาว่างานนั้นคืองานอะไร ผู้ฟังเป็นใครเพื่อที่จะพูดให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด แต่วิธีเหล่านี้คงไม่ใช่วิธีที่จะทำให้คุณหายประหม่าได้ วิธีที่จะบรรเทาความรู้สึกเหล่านั้นไปได้นั้น มีอยู่สองรูปแบบนะคะ

วิธีแรก คือทางกาย

หากมีเวลาช่วงก่อนที่จะพูดนะคะ ลองทำกายบริหารร่างกายแบบย่อม ๆ ดู เช่น การยืดแขน ยืดขา ผ่อนคลายความตึงเครียดของร่างกาย ลดอาการเกร็งและประหม่านะคะ แต่วิธีนี้นี่อาจจะไปขวางที่ขวางทางใครเข้าได้นะคะ ดังนั้นจึงมีอีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ นะคือหลับตา สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ นะคะวิธีนี้นอกจากจะช่วยลดความตื่นเต้นลงได้แล้วยังสามารถช่วยเรียกสมาธิได้อีกด้วยนะคะ หรืออีกวิธีคือการหากิจกรรมทำก่อนที่จะขึ้นไปพูด วิธีนี้แนะนำเฉพาะผู้ที่เตรียมตัวมาดีพอแล้วนะคะ ลองพูดคุยกับทีมงานที่จัดงาน อ่านหนังสือพิมพ์หาข้อมูล หรืออาจพูดคุยกับแขกผู้มีเกียรติที่มาในงานก็ได้นะคะ วิธีนี้อาจไม่ใช่วิธีที่ทำให้ผู้พูดหายจากอาการประหม่านะคะ แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้ไม่ต้องคิดพะวงอยู่แต่เรื่องที่จะต้องพูด นอกจากนั้นยังอาจจะได้ประโยชน์ คำคม หรือแง่คิดดี ๆ ที่สามารถเชื่อมโยงกับการพูดได้อีกด้วยนะคะ

วิธีที่สองคือทางใจค

หลายๆ คนจะบอกมานะคะว่าอาการประหม่าจากการพูดเป็นผลมาจากสภาพจิตใจของเราเอง ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือปรับทัศนคติในเรื่องของการพูดให้เป็นทัศนคติที่ดี เช่น บางคนอาจกลัวการที่จะต้องอยู่ต่อหน้าคนเป็นจำนวนมาก ก็อาจต้องอาศัยการเปลี่ยนทัศนคติให้ลดความกลัวนั้นลง ให้เกิดเป็นทัศนคติที่ดีต่อการพูดนั้นๆ เสมอ

โดยส่วนตัวแล้วดิฉันมีวิธีส่วนตัวที่เพื่อน ๆ สามารถนำไปลองใช้ได้นะคะ ก่อนที่จะขึ้นพูดหากดิฉันตื่นเต้นมากๆ ดิฉันจะหลับตาทำสมาธิ และนึกอยู่ในใจเสมอว่าตนเองกำลังจะทำอะไร ให้สมาธิทั้งหมดอยู่กับการพูด ให้คิดไตร่ตรองกับตัวเองว่าอยากให้คนฟังได้ฟังในสิ่งที่ใด จะต้องถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ให้ได้ เมื่อพร้อมแล้ว จึงลืมตาขึ้น และนับจากวินาทีที่ลืมตาเป็นต้นไป ฉันทำได้

      ดังนั้นดิฉันจึงคิดว่าสิ่งที่จะเป็นอัศวินปราบความประหม่าได้ก็คือ ความเข้มแข็งของจิตใจเราเนี่ยแหละค่ะ สุดท้ายฝากเอาไว้กับปรัชญาดี  ๆ ที่ว่า “ไม่ต้องกลัวอะไร ถ้าชนะใจตัวเอง”

น.ส.คิดถึงเสมอ  ทองแดง

481828

 
 
 

วาทวิทยา

      การพูดเป็นเครื่องมือทางการสื่อสารอย่างหนึ่งที่ผู้พูดใช้ในการสื่อสารกับผู้ฟัง ซึ่งสิ่งสำคัญคือจะพูดอย่างไรให้สำหรับอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สิ่งสำคัญที่จะทำให้การพูดประสบความสำเร็จก็คือ

1. บุคลิกภาพ เป็นสิ่งแรกที่จะปรากฏต่อสายตาของผู้อื่น ดังนั้นผู้พูดที่ดีก็ควรจะเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ดีตามความเหมาะสมของงานนั้น ๆ หรือตามประสงค์ โดยไม่ควรให้โดดเด่นจนเกินไป กระบวนการง่าย ๆ คือ วิเคราะห์ตนเอง แก้ไขปรับปรุง แสดงออก และประเมินผลจะมีส่วนทำให้เราได้พัฒนาอยู่เสมอ

2.การใช้ภาษาในการพูด  ควรเลือกใช้ภาษาพูดที่เหมาะสม ไม่ควรใช้ภาษาที่สูงเกินไป แต่ควรให้กระชับ เข้าใจง่าย  และควรเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด

3.เนื้อเรื่องที่จะพูด ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญเช่นเดียวกัน ซึ่งผู้พูดก็ต้องทำหน้าที่ในการเลือกเรื่องให้ดีและเหมาะสมเข้ากับหัวข้อนั้น ๆ และผู้พูดควรหาข้อมูลอย่างถ่องแท้ในเบื้องต้น ให้ตนเองเป็นผู้ที่รู้จริงในเรื่องนั้น ๆ และควรจำไว้เสมอว่า ผู้ฟังจะได้รับอะไรจากการพูดของเราอยู่ที่การเตรียมเนื้อเรื่องของเราว่าเราจะเตรียมเนื้อเรื่องได้ดีแค่ไหน

4.กำลังใจของผู้พูด การขจัดความรู้สึกประหม่า ให้ผู้พูดมีความมั่นใจ โดยการเตรียมตัวให้พร้อม อาจใช้การบันทึกย่อหัวข้อสำคัญในการพูดนั้น ๆ ไว้เพื่อลดความประหม่า สิ่งสำคัญคือการตั้งใจให้มั่นคิดเสมอว่าเราทำได้

5.การวิเคราะห์คนฟัง เรื่องนี้ผู้พูดต้องทำการบ้านมาให้ดีโดยเฉพาะการศึกษามาล่วงหน้าว่าผู้ฟังของเราเป็นคนกลุ่มไหน จะเป็นการช่วยให้เราสามารถเลือก สำนวนภาษา ลักษณะการนำเสนอให้เหมาะสมกับผู้ฟังได้

ประเภทของการพูด

1. แบ่งตามวัตถุประสงค์

1.1การพูดเพื่อให้ความรู้ โดยผู้พูดจะต้องศึกษาค้นคว้าเรื่องนั้นจนกระทั่งรู้จริง จุดมุ่งหมายก็เพื่อจะบอกเล่า อธิบาย หรือรายงานให้เข้าใจ

1.2การพูดเพื่อโน้มน้าวใจ มีจุดประสงค์เพื่อชักจูง เกลี้ยกล่อม ให้ผู้ฟังเชื่อถือและคล้อยตาม

1.3การพูดเพื่อจรรโลงใจ เป็นการพูดถึงคุณค่า ความงดงามของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกสบายใจ

2. แบ่งตามลักษณะการพูด

2.1 การพูดแบบอ่านจากต้นฉบับ เป็นการอ่านจากตัวอักษรที่เตรียมไว้ เหมาะสำหรับการพูดที่เป็นทางการ ซึ่งต้องรักษาเวลาให้เคร่งครัด ดังนั้นผู้พูดต้องมีศิลปะในการพูดให้สำเนียงน่าสนใจ ควรมีการฝึกซ้อมจากต้นฉบับไว้ก่อน เพื่อให้เว้นจังหวะ วรรคตอนให้ถูกต้อง และควรอ่านออกเสียงอักขระให้ตรงตามหลัก (เช่น ร,ล)

2.2 การพูดแบบท่องจำ ผู้พูดต้องจำเนื้อความให้ได้มากที่สุดเพื่อเวลาพูดจะทำได้คล่องแคล่ว แต่ผู้พูดต้องพยายามอย่าพะวงกับบทพูดมากจนเกินไป แต่ควรพูดให้มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด ดังนั้นใสขั้นตอนการเตรียมบทพูด ควรทำให้สามารถยือหยุ่นได้

2.3 การพูดแบบเตรียมล่วงหน้าหรือการพูดแบบมีบันทึก ผู้พูดต้องมีการลำดับความคิดไว้อย่างดี โดยอาจจดหัวข้อสำคัญ ๆ อย่างเป็นระบบไว้ในกระดาษแข็งเล็กๆ เพื่อเตือนความจำ โดยใช้การพูดขยายความจากหัวข้อที่จดไว้ ซึ่งการพูดวิธีนี้ผู้พูดจะสามารถยืดหยุ่นเนื้อหาตามสถานการณ์ได้ ผู้พูดจะเป็นตัวของตัวเอง สามารถแก้ปัญหาสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ จึงเป็นวิธีที่นิยมใช้กัน

2.4 การพูดแบบไม่เตรียมตัวล่วงหน้าหรือการพูดแบบฉับพลัน ส่วนมากจะเป็นการพูดที่ถูกเชิญให้ขึ้นไปพูดในฐานะผู้มีเกียรติในงานสังคมต่าง ๆ ดังนั้นผู้พูดจึงไม่ควรตื่นเต้นมากเกินไป ตั้งสติให้ดีและพูดอย่างเป็นระบบ หากผิดพลาดก็กล่าวขออภัย

การใช้การพูดและน้ำเสียง

1. การพูดด้วยเสียงดังฟังชัด คือการใช้เสียงที่ดังพอเหมาะ ให้คนในที่ประชุมหรือสถานที่นั้น ๆ ได้ยินอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างความมั่นในให้กับตนเองและปลุกเร้าอารมณ์ของผู้ฟัง

2.พูดให้จังหวะพอเหมาะ คือไม่เร็วเกินไปและไม่ช้าเกินไป ซึ่งจังหวะการพูดต้องฝึกมาตั้งแต่ขั้นตอนการ เตรียมตัวพูดแต่แรก และต้องฝึกควบคู่กับการควบคุมจิตใจให้ตั้งมั่นแน่วแน่ ไม่ลุกลี้ลุกลน

3.พูดให้มีน้ำเสียงที่น่าฟัง วิธีการคือต้องอ้าปากให้กว้างและพูดให้เสียงดัง ส่วนเสียงที่น่าฟังสำหรับการพูดต้องเป็นเสียงที่ไม่ผิดธรรมดา นุ่มนวล ดังนั้นหากผู้พูดคนใดทราบว่าตนเองมีปัญหาในการออกเสียงให้น่าฟังต้องรีบปรับปรุงน้ำเสียงเพื่อให้บุคลิกภาพของตนดีขึ้น

4.พูดให้มีท่วงทำนองน่าสนใจ ให้มีทำนองที่สูง ๆ ต่ำ ๆ คือมีระดับเสียงที่แตกต่างกัน ไม่ใช้ราบเรียบไปตลอดการพูดซึ่งจะส่งผลให้คนฟังรู้สึกน่าเบื่อ และถ้าหากพูดเสียงที่ดัดเกินไป เล่นเกินไปก็อาจทำให้คนฟังหมดความเชื่อถือในเรื่องที่พูดไปได้

5.พูดให้ชัดเจนถูกต้อง โดยเฉพาะการออกเสียงควบกล้ำ การพูดให้ถูกต้องตามอักขระจะช่วยให้สื่อความหมายได้ถูกต้องชัดเจน

6.การพูดออกเสียงให้เต็มคำ ไม่ควรออกเสียงเร็วรัว หรือรวบรัดให้คำนั้น ๆ เพี้ยนไปจากเดิมเช่น ผู้-อำ-นวย-การ หากอ่านเร็วรวบจะออกเสียงเป็นว่า พุ่ม-นวย-การ

บทพูดที่สมบูรณ์แบบ

ต้องขึ้นต้นด้วย

คำนำ ซึ่งต้องสามารถสร้างความสนในและดึงดูดคนฟังได้

เนื้อหา เป็นเนื้อหาหลัก ๆ ที่ต้องการจะพูดถึง เนื้อหาควรจะครอบคลุม และไม่ควรนอกเรื่องจนไม่สามารถกลับมาพูดเรื่องที่เป็นประเด็นได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวนช่วงที่เตรียมบทพูด

บทสรุป ผู้พูดต้องทำการสรุปหลักสำคัญของเนื้อหาที่พูดมาทั้งหมดเพื่อย้ำความเข้าใจของผู้ฟังอีกครั้ง

ประโยคปิดท้าย เป็นการสร้างความประทับใจให้ผู้ฟังซึ่งอาจเลือกเป็นคำคม ประโยคเด็ด หรือ บทกลอนไว้ปิดท้าย

 

 
 

บทพูดเรื่องน่าเบื่อ

เรื่อง อันตรายกับการขับรถ

      หากทุกเช้าก่อนที่คุณจะเดินทางออกจากบ้านคุณกราบคุณพ่อคุณแม่ ไหว้พระก่อนออกบ้าน เรียบร้อยคุณคิดว่าพอไหมคะกับการเดินทางอย่างปลอดภัย…….ไม่พอ ถ้าอย่างงั้นก่อนเดินทางออกจากบ้านคุณเช็คความพร้อมของรถ พอขึ้นรถก็คาดเข็มขัดนิรภัย ไหว้พระในรถก่อนออกรถ แบบนี้คิดว่าพอไหมคะกับการเดินทางให้ปลอดภัยจนถึงที่หมาย อาจจะพอหรือไม่พอ ถูกไหมคะ เหตุที่ดิฉันต้องตั้งคำถามกับทุกคนแบบนี้ก็เพราะว่าทุกวันนี้ถนนไม่ใช่เส้นทางที่ใช้เดินทางอย่างเดียวแล้ว แต่กลับเป็นเกมวัดดวงที่ให้เราเล่นกันฟรีๆ แบบไม่เสียตังค์

      ทุกวันนี้การใช้ชีวิตบนท้องถนนกลายเป็นสิ่งที่อันตรายไปเสียแล้ว อุบัติเหตุอาจเกิดกับเราได้ทั้งที่เราเป็นผู้กระทำเองและคนอื่นมากระทำกับเราแล้วอย่างงี้เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราจะถึงที่หมายอย่างปลอดภัยในขณะที่เราหลาย ๆคนเริ่มกังวลนะคะ ทางรัฐบาล ตำรวจจราจรเค้าก็หนักใจยิ่งกว่า และด้วเหตุนี้จึงมีโครงการต่าง ๆ มากมายออกมาเพื่อให้ประชาชนได้ใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยที่สุด

      โครงการแรกเมาไม่ขับ มีการรณรงค์กันอย่างมากมายหลายช่องทาง แต่อย่างไรก็ยังมีคนที่เสียชีวิตจากการเมาไม่ขับอยู่ทุก ๆ วัน ยิ่งโดยเฉพาะช่วงเทศกาลไม่ว่าจะเป็นสงกรานต์เอย ลอยกระทงเอยยิ่งแล้วใหญ่ คุณตำรวจต้องทำงานกันอย่างหนัก ทั้งด่านตรวจแอลกอฮอล์ ตามจุดถนนใหญ่ที่มีความเสี่ยง รวมไปถึงเส้นซุปเปอร์ไฮเวย์ สู่จังหวัดอื่น ๆ ด้วย ถึงแม้ว่าจะมีโครงการดีสักแค่ไหนเพื่อรณรงค์ แต่ก็อาจไม่เป็นผล เพราะพี่ไทยก็ยังคงกรึ๊บกันได้ทุกสถานการณ์ ลองมองอีกมุมนึงคือมุมของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากการเมาไม่ขับกันบ้าง หลาย ๆคนอาจจะเคยเห็นคุณลุงคนนึงที่เป็นเหยื่อของมนุษย์สุรา เมาแล้วขับ ปัจจุบันนี้แม้ว่าจะรอดตายแต่คุณลุงต้องใช้ชีวิตที่มีเพียงครึ่งตัวบนพ่วงกับถุงที่ใช้ถ่ายเทสิ่งปฏิกูลจากร่างกาย หลาย ๆคนคงจะนึกภาพออกนะคะว่าการจะใช้ชีวิตในแต่ละวันคงจะไม่ง่ายเลย นี่คืออุทาหรณ์ที่ทำให้เราได้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ต้องใช้ชีวิตเกี่ยวข้องกับท้องถนนแล้วย่อมมีความเสี่ยงอันตรายไม่น้อยไปกว่ากัน

      ต่อมาคือโครงการง่วงไม่ขับ เป็นโครงการต่อจากเมาไม่ขับที่มีการวิจัย ทดสอบ จนกระทั่งรณรงค์กันอย่างจริงจังเมื่อไม่นานมานี้เนื่องจากว่าอาการง่วงของคนอาจนำไปสู่การหลับในและอาจประสบอุบัติเหตุในที่สุดจากโครงการเล็ก  ๆได้ถูกขยายผลไปจนกระทั่งมีการรณรงค์ตามจุดพักรถและป้อมตำรวจจราจรต่าง ๆ และได้มีการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่โดยมีการบริการกาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลังเพื่อผู้ที่ต้องขับรถเป็นระยะเวลานานรวมถึงเอื้อเฟื้อที่จอดรถเพื่อพักนอนหลับชั่วคราวได้ด้วย

      โครงการน้องใหม่ล่าสุดที่พึ่งจะคลอดก็คือโครงการขับไม่โทร ซึ่งจุดกำเนิดก็เช่นเดียวกับโครงการอื่น ๆคือมีการวิเคราะห์วิจัยว่าการใช้โทรศัพท์มือถือคุยไปด้วยและขับรถไปด้วยนั้น ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้มากทีเดียว เนื่องจากสมาธิของผู้ขับก็จะถูกเบี่ยงเบนไปกับเรื่องที่คุย และการถือโทรศัพท์ในการขับรถก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงจากการควบคุมพวงมาลัยรถขณะขับรถด้วย ปัจจุบันจึงได้มีการออกกฎควบคุมส่วนนี้โดยการปรับเงินผู้ขับขี่ที่ถือโทรศัพท์คุยขณะขับรถ แต่ก็มีการอนุโลมให้ใช้ แฮนด์ฟรีหรือสมอลล์ทอล์คได้

      งานวิจัยสุดท้ายที่พึ่งจะตัดสายรกออกมาเป็นงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยบรูเนลของอังกฤษที่ระบุว่า การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มขณะขับรถทำให้ประสิทธิภาพการขับรถลดลงถึง 2 เท่านะคะ ไม่แน่ว่าในอนาคตเวลาขับรถไปไหนอาจเจอด่านตรวจอาหารคนขับในรถก็เป็นได้

      ดังนั้นก่อนที่เราจะสตาร์ทรถทุกครั้งลองถามตัวเองให้ดีว่าวันนี้อยากกลับบ้านมาเจอคนที่รักไหม ตั้งสติก่อนสตาร์ทให้ดี ขับรถอย่างปลอดภัยรักษาชีวิตตัวเองใส่ใจชีวิตคนอื่น

 

 
 

เพื่อนนักพูดที่ประทับใจ

      ความจริงแล้วสำหรับดิฉันก็ประทับใจทุก ๆคนในชั้นเรียนเพราะนับแต่วันแรกที่ได้เริ่มเรียนจนถึงตอนนี้ผ่านมาครึ่งทางแล้ว ก็ทำให้เห็นพัฒนาการของเพื่อน ๆทุกคนว่าก้าวหน้าไปมากจากวันแรกที่ให้แนะนำตัวจนถึงวันนี้ก็สามารถสัมผัสได้ว่า ทุก ๆ คนได้นำสิ่งที่อาจารย์สอนไปปรับใช้ในการพูดของตนเองมากมายทีเดียว

      แต่สำหรับคนที่ประทับใจที่จะขอกล่าวถึงคงเป็นคนที่ดิฉันนับถือในความเป็นตัวของตัวเองและความเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ พี่ชมพูนุช และ อลิศรา

      คนแรกพี่ชมพูนุช พี่ชมพู่เป็นคนที่ดิฉันประทับใจอันเนื่องมาจากความสดใสในการพูด พี่เค้ามีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง มีความร่าเริง ความสดใส ความน่ารัก ที่ทำให้รู้สึกว่าเวลาที่ฟังพี่ชมพู่พูดจะทำให้รู้สึก  เหมือนถูกตรึงความสนใจไว้ทำให้รู้สึกดี

      คนที่สองคืออลิศรา คนนี้นี่ต้องบอกว่าเห็นเค้ามาหลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยมีโอกาสได้คุยและทำความรู้จักกันเคยเห็นว่าเค้ามีความสามารถหลาย ๆ อย่าง จนกระทั่งมาเห็นว่าเรียนวิชานี้ด้วยกันและก็ได้รู้ว่า            ความสามารถ  อีกอย่างของเค้าคือการพูด สังเกตว่าแจงจะเตรียมข้อมูลมาดี และเตรียมตัวมาดี มาดนิ่ง สุขุมแต่ก็สะกดคนฟังได้ด้วยเอกลักษณ์ส่วนบุคคลเช่นเดียวกัน

      แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาให้ทั้งตัวดิฉันเองและเพื่อน ๆ ทุกคนได้มีพัฒนาการในการพูดมากยิ่งขึ้น ส่วนตัวดิฉันเองก็ได้ปรับใช้กับการทำงานด้วย อย่างเช่นในเรื่องของการพูดให้สดใสและแจ่มใสมากขึ้น ทำให้รู้สึกว่าเรามีพัฒนาการไปเรื่อย ๆ เหมือนกัน และหวังต่อไปอีกว่าในอนาคตข้างหน้าดิฉันและเพื่อน ๆ ก็จะสามารถพัฒนาความสามารถของตัวเองขึ้นไปอีก ส่วนตัวดิฉันแล้วหวังอยากที่จะพัฒนาการพูดให้สามารถสอบใบผู้ประกาศผ่าน เพราะเคยสอบมาแล้วสองครั้งแต่ก็ยังไม่ผ่าน เลยอยากจะฝึกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสอบใบผู้ประกาศผ่านให้ได้

 
 
 

 

ภาวะโลกร้อน

 

ถ้ามีคนมารณรงค์ให้เราทุกคนใช้ก๊าซโซฮอล์แทนน้ำมันเบนซิน เราจะยอมเปลี่ยนหรือไม่ แล้วถ้ามีประกาศให้ช่วยกันประหยัดพลังงานทุก ๆด้านเราจะยอมทำตามหรือเปล่า หรือถ้าหากรัฐบอกให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ผลิตกระแสไฟฟ้าแทนถ่านหิน ใครบ้างจะยอมเห็นด้วยกับรัฐ หรือแม้แต่ต้องมีคนขอร้องให้เราเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำรัส เราจะยอมหรือไม่  แน่นอนว่าคนไทยไม่มีทางที่จะยอมทำทั้งหมดที่ดิฉันได้พูดมาแน่นอน อาจจะทำตามแต่ก็อาจจะแค่บางอย่างเท่านั้นไม่มีใครยอมที่จะปฏิบัติทุก ๆ อย่างทั้งที่ก็ทราบว่าทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ดี แล้วอย่างงี้จะต้องให้ใครออกปากขอกันล่ะคะ รัฐบาล เอกชน โฆษณา ผู้นำหมู่บ้าน หรือว่า โลกของเรา

                คุณทราบมั้ยคะว่าตอนนี้โลกกำลังสื่อสารอะไรบางอย่างกับเรา แม้โลกจะพูดไม่ได้ว่าถูกมนุษยชาติทำร้ายไปเท่าไหร่ แต่โลกเค้าก็มีวิธีบอกของเค้าแล้ว ซึ่งมนุษย์เราแปลเป็นภาษาคนได้ว่า ภาวะโลกร้อนนั่นเอง

                นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศมหาวิทยาลัยอีสต์แอลเกเลีย ป.อังกฤษ ทำสถิติมาตลอดช่วงเวลา 10 ปีและพบว่าอุณหภูมิบนโลกร้อนขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2539-2548 จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว 2549 อุณหภูมิพุ่งสูงสุดร้อนที่สุด ในรอบ 150 ปีตั้งแต่มีการบันทึกสถิติมา ไม่เพียงเท่านั้นผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งไปถึงภูเขาน้ำแข็งที่ทิเบตซึ่งตอนนี้เริ่มละลายแล้วอย่างรวดเร็ว ซึ่งนักวิชาการดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ได้พยากรณ์ว่าอีก เพียง10-20ปีข้างหน้าน้ำแข็งที่ทิเบตจะละลายลงมาจนหมด แล้วคนไทยอย่าคิดนะคะว่าจะไม่เดือดร้อนประเทศไทยอาจจำเป็นต้องย้ายเมืองหลวง เพราะกรุงเทพฯและจังหวัดในภาคกลางจะถูกน้ำทะเลรุกเข้ามา แม่น้ำโขงจะเหือดแห้ง ประชาชนแถบภาคอีสานจะเดือดร้อน แล้วชาวเชียงใหม่ล่ะคะจะรอดหรือเปล่า ไม่หรอกค่ะ เพราะอันเนื่องมาจากปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นแกนโลกจะเอียงเพื่อสร้างความสมดุลและ จะเกิดแผ่นดินไหวที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และ ผลกระทบจากแผ่นดินไหวคือ สึนามินั่นเอง ดังนั้นจำเป็นหรือยังคะสำหรับการใช้แก๊ซโซฮอล์ การประหยัดพลังงาน การเปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง บางคนอาจตั้งคำถามว่า แบบนี้จะมาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือเปล่า แล้วคิดว่าต้นเหตุของปัญหาภาวะเรื่องกระจกทุกวันนี้เกิดมาจากไหนกันล่ะคะถ้าไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ แล้วคนไทยเองก็ติดกันดัง 9 ของโลกปล่อยคาบอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน วิธีการเหล่านี้ไม่ใช้การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรอกค่ะ แก้ที่ต้นเหตุเลยต่างหาก แก้ที่มนุษย์เราเองเนี่ยแหละ เราอาจจะแก้ปัญหาไม่ได้เสียทีเดียวแต่เราสามารถช่วยกันลด และชะลอผลกระทบที่จะเกิดได้ใช่ไหมล่ะคะ โลกสวยด้วยมือเรา โลกร้อนแก้ไขได้ ให้โลกเราสวยเราต่างต้องช่วยกัน รับรู้ด้วยกันแล้วทำให้โลกนี้สดใส อยากให้โลกน่าอยู่กว่านี้เป็นโลกที่เราฝันใฝ่จะสวยอย่างไร เป็นไปได้ด้วยมือของเรา

น.ส.คิดถึงเสมอ ทองแดง

4818287

 

 
 

 

บทพูดบุคคลที่ประทับใจ

ถ้ารู้จักชายคนนี้เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วเราจะบอกเค้าว่า นายแน่มาก อีกสองปีต่อมาเราคุณจะเรียกชายคนนี้ว่า เจ๋ง ห้าปีให้หลังเราจะขนานนามให้เค้าว่า จ๊าบสุด ๆ จนถึงปัจจุบัน เราจะยกให้เค้าเป็นคนที่แนวที่สุดที่เคยมีมา

ชายคนนี้เป็นคนที่เปิดตาให้คนไทยได้รู้จัก stand up comedy เค้าเป็นคนที่ไม่เคยกลัวใครเพราะเค้าสามารถนำคนดังจำนวนมากมาล้อเลียนได้โดยคนเหล่านั้นไม่ลุกขึ้นมาเอาเรื่อง ตั้งแต่ อาจารย์แม่ ทาทา ยัง  ไปจนกระทั่ง คุณชูวิทย์ เค้าเป็นผู้ชายที่เอาแม่ของตัวเองมาล้อเลียนได้น่ารักที่สุด หลายคนคงจะถึงบางอ้อแล้วยแน่นอน ชายคนนี้ก็คือ โน้ต อุดม แต้พานิชนั่นเอง แต่กว่าที่พี่โน้ตของเราจะก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดนี้ได้ทราบไหมคะว่าไม่ง่ายเลย

ทราบไหมคะว่า อุดม แต้พานิชที่เรารู้จักกันดีในฐานะที่เป็นนักพูดแนวตลกคนนี้ ไม่แม้กระทั่งจะสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยเพาะช่าง  แต่ด้วยความที่คิดฝันอะไรไม่เหมือนคนอื่น พี่โน้ตจึงเบนเข็มเข้าสู่เส้นทางด้านงานเขียนตามหาสำนักพิมพ์หนังสือที่มีเนื้อหาโดนใจ จนไปเจอที่หนังสือแนวๆ อย่าง นิตยาสารไปยาลใหญ่ พ่วงท้ายด้วยผลงานการแสดงเรื่องแรกคือความรักของมาลัยในห้องไอซียูกับบทตัวประกอบเล็ก  ๆ หลังจากที่วาดลวดลายงานเขียนแนวแปลกจนคนติดทั้งบ้านในนิตยาสารไปยาลใหญ่ จนกระทั่งหนังสือปิดตัวลง อุดม แต้พานิชจึงเบนเข็มตัวเองอีกครั้งด้วยการเดินเข้าสู้เส้นทางของวงการบันเทิง แสดงความสามารถจนถูกใจผู้ใหญ่ และเริ่มเปิดตัวอย่างเต็มที่ด้วยการเป็น 1 ในพิธีกรรายการตลกยุทธการขยับเหงือก ภายใต้ชื่อว่า เสนาโน้ต หลังจากความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่นี้ส่งผลให้โน้ตอุดมก้าวเข้าสู่เส้นทางของการเดี่ยวไมโครโฟน ซึ่งเป็นการสร้างปรากฎการณ์ใหม่ครั้งสำคัญให้กับคนไทย ที่เป็นครั้งแรกของการแสดงแบบ standup comedy ซึ่งเป็นการพูดเดี่ยวไมโครโฟนแนวตลกด้วยคนคนเดียว กับไมค์ ด้วยชื่อว่าเดี่ยวไมโครโฟน และประสบความสำเร็จมากมายจนเกิด เดี่ยวสอง อุดมโชว์ห่วย เดี่ยวสามอุดมการณ์ช่าง เดี่ยวสี่ ฉายเดี่ยว และครั้งล่าสุดคือ ตูดหมึก ด้วยความสำเร็จที่เพิ่มเป็นทวีคูณ พอ ๆ กับคนจำนวนมากที่กลายมาเป็นแฟนของผู้ชายจมูกโตคนนี้ ส่งผลให้จำนวนรอบที่จัดแสดงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่โน้ตอุดมเองก็ไม่ทิ้งผลงานทางการเขียน และยังคงมีผลงานทยอยออกมาอยู่เสมอ รวมทั้งหมด 20 เล่มด้วยกัน ในอีกมุมหนึ่งพี่โน้ต ก็เป็นทั้งนัดวาดและนักประดิษฐ์ที่มากด้วยไอเดีย จนทุกวันนี้สามารถเปิดอาร์ตรแกลอรี่เป็นของตัวเอง ถ้าใครอยากชมผลงานสามารถหาชมได้จากสิ่งประดิษฐ์ประกอบฉากในผลงานภาพยนตร์เรื่องโคตรรักเอ็งเลย อุดมแต้พานิชก้าวขึ้นสู่แท่นบุคคลที่ได้รับความยกย่องจากสถาบันต่าง ๆ และได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมาย จากเด็กผู้ชายที่เรียนไม่จบกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จอย่างมากคนหนึ่ง และนั่นคงเป็นเหตุผลที่หลายๆ คนชื่นชอบและนับถือในตัวชายผู้นี้

แต่สำหรับตัวดิฉันเองเหตุผลแค่นั้นยังไม่เพียงพอค่ะ สิ่งสำคัญในตัวพี่โน้ตที่ทำให้ดิฉันปลื้ม และประทับใจอยู่ที่ความคิดของพี่โน้ตต่างหาก พี่โน้ตเป็นคนที่มักจะมองโลกในมุมที่ต่างจากคนอื่นเสมอ อย่างเช่นเหตุการณ์ที่บ้านถูกยกเค้าถึงสามครั้ง แล้วยังโดนผู้จัดการส่วนตัวที่จ้างมาโกงเงินไป ถ้าเป็นคนอื่นคงโกรธแค้นแน่ ๆ แต่กับชายคนนี้ไม่เหมือนกัน โน้ตอุดมสามารถนำเรื่องเหล่านี้มาเป็นประเด็นหนึ่งในการเดี่ยวไมโครโฟนให้คนหัวเราะกับชีวิตเค้าได้อย่างไม่คิดมาก นั่นคือข้อคิดดี ๆ ที่ชายชื่ออุดม แต้พานิชมอบให้เรา เรียกว่า การมองโลกในแง่ดีนั่นเอง สุดท้ายนี้ส่งท้ายด้วยคำพูดของพี่โน้ตอุดมที่ว่า ไม่ว่าผมจะทำอะไร ผมก็จะมีความสุขกับสิ่งนั้น ถ้าให้ผมไปขายซาลาเปา ผมก็จะเป็นคนขายซาลาเปาที่มีความสุขที่สุดในโลก เพราะผมมีความสุขกับสิ่งที่ผมทำอยู่ ีผลงานทะยอยออกมาอยู่เสมอ ชายจมูกโตคนนี้ ส่งผลให้จำนวนรอบที่จัดแสดงก็เพิ่มขึ้นตา

 
 
 

 

บทพูดหลักการพูดจูงใจ

                อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก อันลมปากหวานหูมิรู้หาย คำพูดของคนถูกเปรียบเป็นสำนวนและสุภาษิตขึ้นมามากมาย เคยได้ยินไหมคะ พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากจะมีสี หากพูดไม่ดีอาจมีคนด่าว่าปากปลาร้า แต่ถ้าพูดบ้า ๆ ปากกล้าอาจจะพาจน คนเราทุกคนสามารถทำให้ตัวเองพูดได้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ยาก แต่จะทำอย่างไรให้เราพูดเป็นนั้นเป็นสิ่งที่ยากกว่า สิ่งที่เป็นส่วนสำคัญของการพูดคือ พูดอย่างไรให้คนเชื่อถือ รวมไปถึงสามารถโน้มน้าวใจให้คนคล้อยตามได้ เพราะบางครั้งคำพูดมีอิทธิพลเหนือการกระทำ พฤติกรรม และการดำเนินชีวิตของผู้คนได้เลยทีเดียว

                ดังนั้นความสามารถในการพูดให้จูงในคนนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้คนเชื่อและคล้อยตามได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเปลี่ยนความเชื่อ ความคิด และทัศนคติของคนนั้น ๆ ได้เลยทีเดียว หลักคร่าว ๆ ปฏิบัติง่าย ๆแค่

1.ตรึงสนใจ 2.ให้ศรัทธา3.เพิ่มคุณค่า4.ประโยชน์นำ

1.ตรึงสนใจ : เทคนิคพื้นฐานที่สามารถนำมาใช้ได้คือเทคนิคทางจิตวิทยา การมีความรู้ในทางจิตวิทยาจะสามารถทำให้เราเข้าใจพื้นฐานจิตใจของมนุษย์แต่ละกลุ่มคนได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เราสามารถเลือกหาคำพูดมาใช้ได้ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่งก็ต้องทำความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคนแต่ละกลุ่มด้วย

2.ให้ศรัทธา : ความไว้วางใจและความศรัทธา คือสิ่งสำคัญที่ทำให้คนเลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อสิ่งที่เราพูด และเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจว่าจะคล้อยตามหรือไม่ เทคนิคง่าย ๆ ที่นำมาใช้ได้คืออาศัยการยกตัวอย่างที่น่าเชื่อถือ และอ้างเหตุผลที่สมควรมากพอ

3.เพิ่มคุณค่า : นักพูดที่ดีควรแสดงถึงคุณค่าในเนื้อหาที่นำมาเสนอให้ผู้ฟังได้เห็นอย่างประจักษ์

4.ประโยชน์นำ : การพูดจูงใจทุกครั้งสิ่งสำคัญคือการอ้างถึงประโยชน์ และข้อดีที่จะเป็นผลลัพธ์ตามมาภายหลังเมื่อรับไปปฏิบัติ

                ดังนั้นจะเห็นว่าหลักการพูดจูงใจเช่นนี้เป็นประโยชน์อย่างมากในด้านของการทำธุรกิจ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะพบว่า พิธีกร หรือตัวแทนการเสนอขาย มักจะใช้เทคนิคการพูดจูงใจทั้งสี่ข้อ เพื่อให้ลูกค้าคล้อยตามและตัดสินใจซื้อสินค้านั้น ๆ

                แต่ในยุคปัจจุบันนี้ เทคนิคทางธุรกิจกลายเป็นเทคนิคที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับทุกกลุ่มทุกสถาบัน หลักการพูดจูงใจจึงเป็นหลักที่นำมาใช้ในการสร้างความเชื่อถือตามเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ในทางการเมือง ในทางการศึกษา รวมไปถึงทางด้านศาสนาด้วย ซึ่งการนำการพูดจูงใจไปใช้ในทางที่ถูกต้องนั้นย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านลบให้เป็นด้านบวกได้ เช่น การใช้เทคนิคการพูดจูงใจกับเด็กที่กระทำผิดในบ้านเมตตา ให้พวกเขาเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นคนดีของสังคม แต่ก็ยังมีอีกหลาย ๆคนที่ใช้เทคนิคนี้ในทางที่ผิด มีความสามารถในการพูดแต่กลับนำไปใช้หลอกลวงคนอื่นให้เชื่อ เห็นได้ชัดที่สุดคือกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกขาย

ของขลังให้กับชาวบ้าน ซี่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และผิตต่อจริยธรรมด้วย ดังนั้นจึงขอฝากนักพูดทุกคนให้รับผิดชอบต่อคำพูดทุกคำที่เราได้พูดออกไป คำพูดของเราจะเป็นน้ำผึ้งหรือยาพิษ ไม่ได้อยู่ที่ใครแต่อยู่ที่เราทุกคน

 

 
 

 

บทพูดเปลี่ยนทัศนคติ

                เมื่อไม่นานมานี้คงจะเควได้ยิน โฆษณาที่ว่า ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเป็นที่ 1 แต่ชีวิตก็ยังไม่มีใครไล่จับเราทัน ตอนเรียนไม่เคยได้เกรด 4 แต่ชีวิตทำงานยังไม่เคยเจอทางตันซักที แล้วก็ทิ้งไม้ขีดก้านสุดท้ายที่จุดประกายดิฉันว่า โอกาสเกิด แค่เปิดมุมมองใหม่ ก็ปิ๊งทันทีว่า เออใช่สิ่งสำคัญคือเรื่องของมุมมองต่างหาก และนี่คือสิ่งที่เราจะเปลี่ยนกัน มุมมองหรือทัศนคติของเรา

ทุกคนคิดเหมือนดิฉันไหมคะว่า โลกเราทุกวันนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ผู้คนแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เห็นแก่ตัว เอาแต่ตัวเอง ทุกคนต่างคิดกันอย่างงี้ โลกเราก็เลยเลวร้ายลงไปทุก ๆ วัน ลองมาดูกันว่าในสถานการณ์ต่างๆ ดังต่อไปนี้เราจะสามารถเปลี่ยนมุมมองของเราให้ดีได้อย่างไร

หมวดเพื่อน

P    เพื่อนนินทา

เพื่อนนินทาเรา แสดงว่าเราต้องมีดีอะไรสักอย่าง จนเพื่อนอิจฉาอย่างนี้เราน่าจะภูมิใจตัวเองแทนที่จะไปโกรธเพื่อนคนนั้น พูดง่ายๆ เขาไม่มีจุดเด่นเหมือนเราเขาจึงนินทาว่างั้น

P    เพื่อนหักหลัง

ไม่เป็นไร..ขอกันกินมากกว่านี้ แต่น่าสงสารนายนะ เพราะนิสัยของนาย คงจะทำให้นายต้องเสียเพื่อนไปหมดทุกคนในไม่ช้า เพราะคงไม่มีใครหรอกที่จะไว้ใจคนที่หักหลังเพื่อน.

P    เพื่อนเห็นแก่ตัวกินไหนกินด้วยแต่ไม่เคยช่วยสักบาท

เฮ้อ..นึกว่าช่วยชีวิตเพื่อนให้รอดไปได้สักมื้อก็แล้วกัน ได้บุญดีนะ (แหะๆ....แต่นาน ๆ เจอกันสักที ก็แล้วกัน)

หมวด การเรียน

P    ครูสอนไม่รู้เรื่องเลย

ท้าทายมาก ..ท้าทายมาก นี่หมายความว่าคุณครูกำลังท้าทายเรา ว่าถ้าข้าสอนห่วยๆ แบบนี้ เอ็งจะรู้เรื่องหรือเปล่า อย่างนี้ยอมไม่ได้..เราต้องขวนขวายเอาเอง เพื่อพิสูจน์กึ๋นให้คุณครูรู้ว่าเรานี้ก็ไม่เบาเหมือนกาน..น

P    ผิดหวังผลสอบดูหนังสือแทบตายได้แค่ เกรด B

เรียนแล้วได้วิชาความรู้ มันก็เหมือนทำงานแล้วได้เงินเดือน การได้เกรด A ก็คล้ายๆ กับว่าเราได้โบนัส ทีนี้ถึงเราจะไม่ได้โบนัส มันก็ไม่น่าจะเสียใจอะไร ก้อเราได้เงินเดือนแล้วนี่นา

หมวด ความรัก

P    พอแฟนเจอคนที่รวยกว่าเธอบอกเลิกกับผมทันที

อย่างนี้เรียกว่า..โชคดีที่เลิกกัน จริงๆ นะ ..คนที่เห็นเงินทองสำคัญกว่าความรักอย่างเงี้ยะ ขืนได้แต่งงานด้วย รับรองว่าเจอปัญหาตลอดชีวิตแน่เราโชคดีแล้วล่ะ ที่แคล้วคลาดออกมาได้

P    รักเธอแต่ว่าไม่กล้าเอ่ยปาก

อย่างนี้ต้องซ้อมบอกรักกับคนอื่นให้เกิดความเคยชินเสียก่อน พ่อคับ ผมรักคุณพ่อมากคับ .. แม่คับ ผมรักคุณแม่มากคับ

หมวดส่วนตัว

P    เกิดมาจนโธ่ ! คนอย่างเรา

เกิดมาจน ก็ได้เปรียบน่ะสิ เพราะได้มีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัว ด้วยลำแข้งของตัวเองจริง ๆ ชีวิตจะแข็งแกร่งกว่าคนที่เกิดมาสบาย ๆ ตั้งแต่เด็ก แหม..ได้เปรียบแล้ว ยังมาทำบ่นอีก

P    ทำตังค์ตกหาย 500 แง..!

ไม่เป็นไร..คิดเสียว่าเสียค่าหน่วยกิต วิชา "ละเอียดรอบคอบระมัดระวัง" ก็แล้วกัน นี่ถ้าชีวิตเรามีความรอบคอบมากขึ้น เพราะเงิน หายในคราวนี้ ก็นับว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียว

จากตัวอย่างเล็ก ๆ แต่คงเพียงพอที่จะทำให้เราทุกคนเห็นว่า ไม่ว่าโลกจะเลวร้ายสักแค่ไหน แต่เราเลือกได้ที่จะอยู่อย่างเป็นสุข หรือจมให้ทุกข์ไปกับมัน ทุกอย่างมันก็แค่ความคิดของเรานะคะ เลือกที่จะคิดดีทำดี ใครจะว่ายังไงก็ช่างประไร ใจเราเป็นสุขก็เพียงพอ ฝากเรื่องของการมองโลกในแง่ดีไว้อีกนิดนะคะ

หากเราตื่นเช้าแล้วแม่ด่า แสดงว่า เรายังมีแม่ให้กราบไหว้

หากเราเหนื่อยจากการทำงาน แสดงว่า เรายังมีงานให้ได้ทำ

หากเราต้องคอยฟังเพื่อนบ่น แสดงว่า เรายังคงมีเพื่อนที่คอยเป็นห่วง

และหากเรายังรู้สึกโกรธ เหงา หนาว เศร้า แสดงว่า เรายังคงมีชีวิตอยู่

นางสาวคิดถึงเสมอ  ทองแดง

 

 
 

 

บทพูดอวยพร

น้อง ๆ ที่สอบเข้าม.ช.ได้

               

สวัสดีค่ะน้อง ๆ นักศึกษาทุกคน วันนี้ที่พี่ได้มาพบปะพูดคุยกับน้อง ๆ พี่ก็รู้สึกดีใจมาก ๆ ที่ได้มาเห็นรุ่นน้องลูกช้างม.ช.อีกรุ่นหนึ่งแล้ว ก่อนหน้านี้หลายคนคงเหน็ดเหนื่อยกับการอ่านหนังสือ อาจจะเคยท้อแท้ และหลายคนคงเคยร้องไห้ ที่สำคัญเราทุกคนคงจะต้องอ่านหนังสือทำการบ้านก่อนสอบกันอย่างหนัก สิ่งเหล่านั้นอาจเคยเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด แต่ ณ วันนี้มันไม่สำคัญแล้ว เพราะในที่สุดเราก็คว้าความสำเร็จนั้นมาได้แล้ว ซึ่งพี่ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับเราทุกคนด้วย แต่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังไม่ใช่ที่สุดของชีวิตมันเป็นเพียงแค่ขึ้นหนึ่ง เป็นเพียงบันได้ที่นำเราไปสู่ประตูชีวิตอีกบานหนึ่งเท่านั้น หลังประตูบานนี้ยังมีอะไรอีกมากมายที่น้อง ๆ ต้องศึกษาและเรียนรู้  แต่น้อง ๆอย่าพึ่งกลัวไป ลองมองดูรอบ ๆ สิคะ พี่ ๆ ที่อยู่ตรงนี้ทุกคนพร้อมที่จะเป็นกำลังใจ เป็นที่ปรึกษาให้น้องในวันที่น้องมีปัญหา พวกพี่ทุกคนเต็มใจช่วยเหลือในทุก ๆ เรื่อง สุดท้ายนี้พี่ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ดลบันดาลให้น้อง  ๆมีสุขภาพกายที่แข็งแรง สุขภาพใจที่แข็งแกร่ง การใดก็ตามที่คิดคาดเอาไว้ ก็ขอให้สมดังความปรารถนา ประสบความสำเร็จเป็นบัณฑิตอย่างที่ตั้งใจไว้ทุกคนนะคะ

 

 
 

 

สุนทรพจน์

จักอ้าปากพูดได้ใครก็พูด
บ้างปากปูดพูดปดให้โทสา
มีปากไปแต่ก็ไร้ซึ่งราคา
ปากกลับพาจนตรอกชอกช้ำตน

                จากวันแรกที่ได้ก้าวเดินเข้ามาสู่ชั้นเรียนแห่งนี้หลาย ๆ คนอาจรู้ดีว่าตนเองไม่ใช่คนที่พูดเก่งหรือพูดเป็นสักเท่าไหร่ หลายคนอาจคิดท้อว่าจะเรียนไหวไหม แต่ถึงวันนี้เมื่อผ่านบทเรียนต่าง ๆ มามากมายพวกเราทุกคน ผ่านพ้นช่วงเวลาและวันคืนที่ต้องจดจำไว้ในความทรงจำ

บทเรียนที่ 1 ใคร่จะพูดให้สำเร็จต้องฝึกฝน  

                เราเคยลองนับไหมคะว่ากว่าที่เราจะสามารถพัฒนาทักษะการพูดของเราได้ถึงขั้นตอนนี้เราถูกฝึกให้พูดมากี่ครั้ง จากหัวข้อเล็ก ๆ อย่างการแนะนำตัว จนถึงหัวข้อที่ไกลตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่นั่นก็ทำให้เราได้ฝึกฝนและแกร่งกล้ามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่พวกเราอาจจะไม่ทันรู้ตัว

บทเรียนที่ 2 ด้วยทำตนของตนดังคำสอน

                สิ่งที่สำคัญที่สุดที่พาเราเดินทางมาสู่จุดสุดท้ายปลายทางนี้ได้ก็คือคำสอนที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ความรักและปรารถนาดีของอาจารย์ เชื่อไหมคะว่า คำสอนของอาจารย์ทุกคำจะติดตามเราไปไม่ว่าเราอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม คำสอนนั้นจะได้เป็นประโยชน์ต่อเราทุกคน ทุกอาชีพ ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ช่วยให้เราได้ค้นพบหัวใจแห่งการพูดที่มีค่าที่สุด

บทเรียนที่ 3 พูดอย่างไหนเลือกเอาไว้ให้ถูกตอน

                อีกหนึ่งคำสอนของอาจารย์ในเรื่องของการพูดแต่ละแบบ ช่วยให้เรามีทักษะการพูดที่เหนือชั้นมากขึ้น พูดแบบไหน เหมาะกับสถานการณ์ใด ต่อไปนี้เราไม่ต้องกลัวอีกแล้ว

บทเรียนที่ 4 เตรียมใจก่อนให้แกร่งไว้อย่าได้จน

                ตลอดช่วงเวลาหนึ่งภาคเรียนที่ผ่านมาเราคงเคยชินกับการเตรียมตัวเตรียมใจก่อนที่จะพูดหน้าชั้น ซึ่งนั่นถือเป็นหลักการสำคัญของการพูดที่ดีเมื่อจิตใจเข้มแข็งการพูดก็จะสำเร็จด้วยดีเช่นกัน แต่นับต่อจากนี้ไป การพูดในชั้นเรียนจะเป็นเพียงการฝึกฝนให้จิตใจของเราเข้มแข็ง ต่อจากนี้ไปคือโลกแห่งความจริง ถึงเวลานี้เราทุกคนต้องเริ่มถามตัวเองแล้วว่า พร้อมแล้วหรือยังกับการก้าวออกไปอย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยการเป็นนักพูดมือใหม่ที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

ใคร่จะพูดให้สำเร็จต้องฝึกฝนด้วยทำตนของตนดังคำสอนพูดอย่างไหนเลือกเอาไว้ให้ถูกตอนเตรียมใจก่อนให้แกร่งไว้อย่าได้จน สี่หลักสำคัญที่เราเก็บเกี่ยวมาตลอดช่วงเวลาที่ได้มาอยู่ร่วมกัน ในชั้นเรียนแห่งนี้ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้คือ เพื่อน ๆพี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคน มิตรภาพที่ดีในห้องเรียนนี้ คงไม่ใช่แค่เรื่องที่ผ่านมาแล้วจะผ่านไป แต่มันจะเป็นมิตรภาพที่จะติดตรึงในใจเราตลอดไป เมื่อหมดคาบเรียนแล้ว ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะจบ แต่มันพึ่งเป็นการเริ่มต้นต่างหาก สำหรับมิตรภาพของเราทุกคน และที่ขาดไม่ได้ ขอขอบพระคุณอาจารย์ที่บ่มเราเหล่าเพาะเมล็ดพันธุ์ ให้แตกยอด ออกใบ และเราเชื่อว่า สักวันหนึ่งเราก็คงจะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ให้ร่มไม้ แตกดอกออกใบ เพาะเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ได้เช่นกัน ขอขอบพระคุณอาจารย์จากใจจริง

 

จักเอ่ยปากกล่าวไปในคราวหน้า ใช้ลีลาเอ่ยวจีที่ได้สอน

กล่าวออกไปมัดหัวใจให้เว้าวอน จักได้พรเพราะพูดเป็นเช่นนี้แล

               

 
 
 


จักอ้าปากพูดได้ใครก็พูด
บ้างปากปูดพูดปดให้โทสา
มีปากไปแต่ก็ไร้ซึ่งราคา
ปากกลับพาจนตรอกชอกช้ำตน

                จากวันแรกที่ได้ก้าวเดินเข้ามาสู่ชั้นเรียนแห่งนี้หลาย ๆ คนอาจรู้ดีว่าตนเองไม่ใช่คนที่พูดเก่งหรือพูดเป็นสักเท่าไหร่ หลายคนอาจคิดท้อว่าจะเรียนไหวไหม แต่ถึงวันนี้เมื่อผ่านบทเรียนต่าง ๆ มามากมายพวกเราทุกคน ผ่านพ้นช่วงเวลาและวันคืนที่ต้องจดจำไว้ในความทรงจำ

บทเรียนที่ 1 ใคร่จะพูดให้สำเร็จต้องฝึกฝน  

                เราเคยลองนับไหมคะว่ากว่าที่เราจะสามารถพัฒนาทักษะการพูดของเราได้ถึงขั้นตอนนี้เราถูกฝึกให้พูดมากี่ครั้ง จากหัวข้อเล็ก ๆ อย่างการแนะนำตัว จนถึงหัวข้อที่ไกลตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่นั่นก็ทำให้เราได้ฝึกฝนและแกร่งกล้ามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่พวกเราอาจจะไม่ทันรู้ตัว

บทเรียนที่ 2 ด้วยทำตนของตนดังคำสอน

                สิ่งที่สำคัญที่สุดที่พาเราเดินทางมาสู่จุดสุดท้ายปลายทางนี้ได้ก็คือคำสอนที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ความรักและปรารถนาดีของอาจารย์ เชื่อไหมคะว่า คำสอนของอาจารย์ทุกคำจะติดตามเราไปไม่ว่าเราอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม คำสอนนั้นจะได้เป็นประโยชน์ต่อเราทุกคน ทุกอาชีพ ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ช่วยให้เราได้ค้นพบหัวใจแห่งการพูดที่มีค่าที่สุด

บทเรียนที่ 3 พูดอย่างไหนเลือกเอาไว้ให้ถูกตอน

                อีกหนึ่งคำสอนของอาจารย์ในเรื่องของการพูดแต่ละแบบ ช่วยให้เรามีทักษะการพูดที่เหนือชั้นมากขึ้น พูดแบบไหน เหมาะกับสถานการณ์ใด ต่อไปนี้เราไม่ต้องกลัวอีกแล้ว

บทเรียนที่ 4 เตรียมใจก่อนให้แกร่งไว้อย่าได้จน

                ตลอดช่วงเวลาหนึ่งภาคเรียนที่ผ่านมาเราคงเคยชินกับการเตรียมตัวเตรียมใจก่อนที่จะพูดหน้าชั้น ซึ่งนั่นถือเป็นหลักการสำคัญของการพูดที่ดีเมื่อจิตใจเข้มแข็งการพูดก็จะสำเร็จด้วยดีเช่นกัน แต่นับต่อจากนี้ไป การพูดในชั้นเรียนจะเป็นเพียงการฝึกฝนให้จิตใจของเราเข้มแข็ง ต่อจากนี้ไปคือโลกแห่งความจริง ถึงเวลานี้เราทุกคนต้องเริ่มถามตัวเองแล้วว่า พร้อมแล้วหรือยังกับการก้าวออกไปอย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยการเป็นนักพูดมือใหม่ที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

ใคร่จะพูดให้สำเร็จต้องฝึกฝนด้วยทำตนของตนดังคำสอนพูดอย่างไหนเลือกเอาไว้ให้ถูกตอนเตรียมใจก่อนให้แกร่งไว้อย่าได้จน สี่หลักสำคัญที่เราเก็บเกี่ยวมาตลอดช่วงเวลาที่ได้มาอยู่ร่วมกัน ในชั้นเรียนแห่งนี้ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้คือ เพื่อน ๆพี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคน มิตรภาพที่ดีในห้องเรียนนี้ คงไม่ใช่แค่เรื่องที่ผ่านมาแล้วจะผ่านไป แต่มันจะเป็นมิตรภาพที่จะติดตรึงในใจเราตลอดไป เมื่อหมดคาบเรียนแล้ว ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะจบ แต่มันพึ่งเป็นการเริ่มต้นต่างหาก สำหรับมิตรภาพของเราทุกคน และที่ขาดไม่ได้ ขอขอบพระคุณอาจารย์ที่บ่มเราเหล่าเพาะเมล็ดพันธุ์ ให้แตกยอด ออกใบ และเราเชื่อว่า สักวันหนึ่งเราก็คงจะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ให้ร่มไม้ แตกดอกออกใบ เพาะเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ได้เช่นกัน ขอขอบพระคุณอาจารย์จากใจจริง 

จักเอ่ยปากกล่าวไปในคราวหน้า ใช้ลีลาเอ่ยวจีที่ได้สอน
กล่าวออกไปมัดหัวใจให้เว้าวอน จักได้พรเพราะพูดเป็นเช่นนี้แล