กระบวนทัศน์ใหม่ในการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น

สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์

 

ภาษาถิ่นกำลังอยู่ในวิกฤติ วรรณกรรมท้องถิ่นกำลังล่มสลาย เยาวชนไทยปัจจุบันกำลังเลิกพูดภาษาท้องถิ่นและไม่ชื่นชมวัฒนธรรมท้องถิ่นอีกต่อไป เหลือแต่คนเฒ่าคนแก่ คนวัยกลางคนเท่านั้นที่ยังพูด ยังคงรักและหวงแหนภาษาและวัฒนธรรมของตน แต่คนเหล่านี้กำลังจะจากไปในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาแทนที่จะมีโอกาสได้กลับมารู้สึกชื่นชมกับภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนหรือไม่ คำถามแห่งยุคสมัยก็คือ ยังจำเป็นต้องอนุรักษ์และสืบสานภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นต่อไปหรือไม่ และหากภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นสูญหายไป อะไรจะเกิดขึ้น จะมีผลต่อสังคมชุมชนท้องถิ่นอย่างไร

ข้อเขียนชิ้นนี้มุ่งเสมอแนวคิดว่าด้วยการดำรงอยู่และการสูญสลายของภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น ว่ามีความสัมพันธ์อย่างแยกกันไม่ออกกับพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นจะดำรงอยู่ได้ มีบทบาทหน้าที่และความสำคัญทางสังคมต่อไปได้ หากสมาชิกในชุมชนได้ร่วมกันสร้างสังคมชุมชนเข้มแข็ง เพราะในสังคมชุมชนเข้มแข็ง ภาษา วรรณกรรม และวัฒนธรรมท้องถิ่นคือวิถีชีวิตส่วนหนึ่งของสังคม ที่บอกรากเหง้าที่มาของสังคม เป็นอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของสมาชิกชุมชนสังคมเข้มแข็ง การศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นในทศวรรษใหม่ข้างหน้านี้ต้องมีการทบทวนเป้าหมาย แนวทาง และวิธีการศึกษาใหม่เพื่อให้เกิดการศึกษาที่ถูกต้องและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ตรงกับความต้องการของสังคม แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ละทิ้งความเป็นเลิศทางวิชาการเฉพาะด้าน บทความนี้ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นที่ผ่านมา และสุดท้ายข้อเขียนนี้ได้เน้นย้ำว่าภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นมีบทบาทหน้าที่อย่างสำคัญยิ่งในการสร้างสังคมชุมชนเข้มแข็ง อนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

๑. ทางแพร่งของสังคมไทย

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาสังคมไทยได้ประจักษ์กับความเคลื่อนไหวความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่รวดเร็ว ฉับพลัน และมีพลังในการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงทั้งในด้านการสร้างสรรค์และการทำลาย สิ่งใหม่ถูกสร้างขึ้น และถูกผลักดันให้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วโดยผ่านเครือข่ายที่โยงใยทั่วโลก มีพลังอำนาจสูงจนดูเหมือนจะเป็นกระแสคลื่นที่ถูกพายุโหมทำให้สิ่งที่ขวางหน้าพังราบเป็นหน้ากลองไปได้ ตะวันตกเรียกคลื่นลูกนี้ว่า "คลื่นลูกที่สาม" หรือยุคข้อมูลข่าวสาร ที่ใช้การเชื่อมโยงติดต่อกันผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และกำลังมี "คลื่นลูกที่สี่" และ "คลื่นลูกที่ห้า" ตามมา

นวัตกรรมทางเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม กระแสโลกาภิวัตน์ยังเป็นที่กล่าวขวัญถึง ความล่มสลายของเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลา ๔ ปีที่ผ่านมาและกำลังดำเนินอยู่ต่อไปขณะนี้คือผลกระทบโดยตรงของกระแสคลื่นโลกาภิวัตน์ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่เกิดขึ้นทางด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ด้านการเมืองการปกครองก็ได้ก่อให้เกิดการปรับตัวใหม่ เกิดรัฐธรรมนูญใหม่ที่เพิ่มอำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคมให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นมากขึ้น มี ขณะเดียวกันก็มุ่งลดอำนาจรัฐส่วนกลาง การสร้างระบบการเมืองการปกครองที่โปร่งใส เป็นธรรม และการตั้งองค์กรอิสระเพื่อทำหน้าที่กำกับ สอดส่อง ดูแล และตรวจสอบการทำงานของภาครัฐมากขึ้น ภาคเอกชนกำลังถูกลดบทบทบางส่วนเพื่อเปิดทางให้แก่ภาคประชาชนให้เข้ามามี "พื้นที่" และมีส่วนในการพัฒนาสังคมมากขึ้น

สังคมไทยกำลังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน สังคมไทยกำลังมาถึงทางแพร่ง สังคมไทยกำลังจะต้องเลือกว่าต้องการจะเดินไปข้างหน้าในทิศทางใด สมาชิกของสังคมที่มีความหลากหลากทั้งด้านฐานะ อาชีพ วัฒนธรรม เผ่าพันธุ์ และท้องถิ่นต่างมีทางเลือกของตนเอง แต่ทางเลือกใดจะเหมาะสมและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสังคมและคนส่วนใหญ่ของสังคมไทย แต่สำหรับผู้ที่ไม่เลือกก็คือผู้ที่ถูกเลือกโดยกระแสโลกหรือกระแสหลักของสังคม

เมื่อมาถึงทางแพร่ง ทางเลือกของสังคมไทยไม่ว่าจะเลือกเส้นทางใด ย่อมมีผลกระทบต่อภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแน่นอนที่สุดว่าทางเลือกนั้นย่อมมีผลต่อความคิด แนวทางการศึกษาวิจัยของอาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และนักศึกษาทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น และมีผลต่อปราชญ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาพื้นบ้าน วัฒนธรรมทุกด้านอันรวมถึงภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น หรือหาจะกล่าวให้ถึงที่สุดก็คือ ทางเลือกของสังคมไทยเป็นมาตรชี้วัดความเป็นและความตายของกับภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นด้วยนั่นเอง

๒. ทางแพร่งของภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น

วิกฤติวัฒนธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยที่ผ่านมาและเป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุดคือ วิกฤติด้านภาษาถิ่นที่กำลังถูกทำลายอย่างรุนแรง (ยิ่งยง เทาประเสริฐและธารา อ่อนชมจันทร์ ๒๕๓๔) และมีแนวโน้มว่าภาษาท้องถิ่นเหล่านี้จะไม่มีโอกาสฟื้นคืนมาได้เลยเนื่องจากเด็กรุ่นใหม่หันมาพูดภาษากรุงเทพแทนภาษาท้องถิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มองเห็นอนาคตได้ว่าจะเกิดการขาดช่วงการสืบทอดภาษาท้องถิ่นขึ้นในสังคม ผลงานวิจัยและวิทยานิพนธ์จำนวนไม่น้อยที่ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของภาษาถิ่นในเขตเมืองและหมู่บ้านบริเวณรอบเมือง ตลอดจนหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมเส้นทางถนนสายหลักของประเทศ และการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางภาษาของคนช่วงสามอายุ คือกลุ่มคนแก่ กลุ่มคนวัยกลางคน และกลุ่มเด็ก มีข้อสรุปที่ตรงกันไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในภูมิภาคใดของประเทศ นั่นคือ ภาษากรุงเทพเข้าไปมีอิทธิพลเหนือภาษาท้องถิ่น ทั้งการแทนที่ด้วยคำ สำนวนและสำเนียง ลักษณะเช่นนี้ทำให้เห็นได้ชัดเจนถึงการหดตัวของกลุ่มผู้พูดภาษาท้องถิ่น แต่ในทางตรงกันข้ามทำให้เห็นการขยายตัวของภาษากรุงเทพที่แผ่ขยายไปทั่วประเทศ ไม่เพียงแต่เรื่องของภาษาเท่านั้น วัฒนธรรมท้องถิ่นอื่นๆ ก็กำลังถูกกลืน หดตัว และสูญหายไปเช่นเดียวกัน สิ่งที่เรียกว่าเป็นวรรณกรรมท้องถิ่นที่เคยศึกษาจากตำนาน คัมภีร์ใบลาน พับสา หนังสือบุด และเอกสารอื่นๆ ที่เขียนด้วยอักษรท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นอักษรธรรม (ตัวเมือง) อักษรไทน้อย (อักษรลาว) และอักษรอื่นๆ ก็อยู่ในสภาพเดียวกัน นั่นคือ ไม่มีการผลิตเพิ่มเติมเพื่อสืบสานวรรณกรรมท้องถิ่น ในเขตล้านนา คัมภีร์ใบลานถูกแทนที่ด้วยลานเทียมที่ทำจากกระดาษเพื่อความสะดวก และอักษรตัวเมืองที่ใช้จารใบลานได้เปลี่ยนเป็นอักษรไทยเพื่อความสะดวกในการอ่านของพระรุ่นใหม่ที่เรียนหนังสือไทยเป็นหลัก วรรณกรรมท้องถิ่นได้กลายเป็นสภาพเป็นส่วนหนึ่งของวรรณกรรมไทย เขียนด้วยอักษร คำ สำนวนแบบภาษาไทย วรรณกรรมท้องถิ่นได้กลายเป็นเรื่องราวของเก่า โบราณที่ล้าสมัย สิ่งที่หลงเหลือให้ศึกษาได้อาจเหลือเพียงเพลงท้องถิ่นที่ร้องเป็นภาษาท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นคำเมือง ลาว และปักษ์ใต้ เป็นต้น หรือการแสดงท้องถิ่นที่ยังคงแพร่หลาย เช่น ซอ หมอลำ หนังตะลุง เป็นต้น เพลงพื้นบ้านอื่นๆ ยังคงเหลือเป็นเพียงการแสดงเพื่อสาธิตทางวิชาการ แต่หาได้เป็นวรรณกรรมท้องถิ่นที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นไม่ ลูกหลานคนรุ่นใหม่ต่างละทิ้งวรรณกรรมท้องถิ่น เช่นเดียวกับการเลิกพูดภาษาท้องถิ่น และหันไปชื่นชม นิยมวรรณกรรมรุ่นใหม่ทั้งที่เป็นนวนิยาย ละครโทรทัศน์ เพลงลูกทุ่ง เพลงวัยรุ่นสมัยใหม่ ที่ผลิตมาจากส่วนกลาง

ทางแพร่งของภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นมาถึงแล้ว จะให้ภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นอยู่บนเส้นทางใด จะเลือกไปตามกระแสหลักของสังคมที่มองว่าบัดนี้ถึงความตายและวาระการฝังกลบหรือการเก็บภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นเข้าสู่พิพิธภัณฑ์และนำออกมาแสดงให้นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา และผู้สนใจชมเป็นครั้งคราว หรือจะเลือกที่จะให้ภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นยังมีบทบาท หน้าที่และความสำคัญทางสังคมอยู่อย่างที่เป็นมา หรือจะเลือกให้ภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นกลับพลิกฟื้นคืนความมีชีวิตชีวาและมีบทบาทอย่างสูงในการสร้างสรรค์สังคมใหม่

เมื่อถึงทางแพร่งเช่นนี้ สังคมจะต้องเลือก ชุมชนจะต้องเลือก ว่าจะเดินสู่ทิศทางใด หากไม่เลือก แน่นอนว่าจะมีผู้เลือกหรือจะถูกผลักให้เลือกโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ การเติบโต การคงอยู่ และการดับสูญของภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นนั้นขึ้นอยู่กับสังคมไทย ชุมชนท้องถิ่นของแต่ละชุมชนว่ามีภาพของสังคมไทยในทศวรรษหน้าอย่างไร เส้นทางแต่ละเส้นทางมีผลโดยตรงต่อภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นทั้งสิ้น

๓. สังคมไทยในทศวรรษหน้าและผลกระทบต่อภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น

ในรอบสิบปีที่ผ่านมามีการประชุม สัมมนา และการแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับสังคมไทยในอนาคตอันเป็นส่วนหนึ่งของ "การมีวิสัยทัศน์" ที่ต้องมองการณ์ไกล มีการคาดการณ์เกี่ยวกับสังคมไทย ที่อาจแบ่งออกได้เป็นสามแนวหลักดังนี้คือ

๑. แนวประชาธิปไตยทุนนิยมและตลาดการค้าโลกเสรี นักคาดการณ์ทางสังคมและนักอนาคตศาสตร์กลุ่มนี้มองอนาคตข้างหน้าตามแบบตะวันตกที่มองสังคมโลกเป็นเพียงสังคมหมู่บ้านระดับโลกที่จะมีการติดต่อสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด นวัตกรรมทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารผ่านเครือข่ายใยแก้วนำแสง อินเตอร์เน็ต การคมนาคมด้วยยานพาหนะที่รวดเร็ว สะดวกสบาย และระบบการสื่อสารอื่นๆ จะทำให้ทุกคนในโลกสามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็วเหมือนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เมื่อสังคมโลกได้กลายมาเป็นสังคมหมู่บ้านระดับโลกเช่นนี้ โลกทั้งโลกก็จะกลายเป็นโลกที่ไร้พรมแดน ไม่มีเขตแดนของประเทศ เพราะการติดต่อสื่อสารผ่านสื่อและการคมนาคมสมัยใหม่จะไม่มีเส้นกำหนดแบ่งเขตพรมแดนดังโลกสมัยเก่าอีกต่อไป และเมื่อทุกคนเป็นส่วนหนึ่งและสมาชิกคนหนึ่งของโลก ก็หาได้เป็นส่วนของประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ คำว่าประเทศ รัฐ เริ่มจะหมดความสำคัญไป เมื่อไม่มีประเทศหรือรัฐ ผู้นำประเทศ รัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐก็ย่อมถูกลดบทบาทและหมดความสำคัญลงด้วย

ในโลกไร้พรมแดน จะมีภาษาหลักของโลกเพียงไม่กี่ภาษา และที่แน่นอนภาษาหลักย่อมจะเป็นภาษาตะวันตก เช่น ภาษาอังกฤษ และภาษาที่มีความสำคัญต่อโลกสมัยใหม่ไร้พรมแดน ซึ่งก็แน่นอนที่สุดว่าความสำคัญของโลกในจิตนาการของกลุ่มที่มีแนวคิดเช่นนี้คือเรื่องของธุรกิจการค้า ภาษาที่สำคัญทางการค้า ที่สามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาลก็คงไม่พ้นภาษาจีน ภาษารัสเซีย และภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น

ปรากฏการณ์โลกไร้พรมแดนแท้จริงก็คือปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์นั่นเอง พลังที่ผลักดันให้เกิดกระแสเช่นนี้ก็คือพลังของโลกทุนนิยมตะวันตกที่ต้องการทะลุทะลวงเส้นแบ่งเขตพรมแดนประเทศที่มีกำแพงภาษีการค้าและข้อจำกัดต่างๆ ของกฎหมายของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศโลกที่สามที่ตนต้องการเข้าไปมีอิทธิพลเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แรงงานราคาถูก และกฏหมายเกี่ยวกับแรงงานและทรัพยากรธรรมชาติและกฎหมายการค้าบางฉบับที่เปิดโอกาสให้พ่อค้านักธุรกิจของบรรษัทข้ามชาติสามารถเข้าไปตักตวงผลประโยชน์และทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเต็มที่และสะดวก โดยอาจจะร่วมมือกับบริษัทหรือทุนท้องถิ่นเพื่อจะดูดกลืนหรือยึดเอาบริษัทเล็กบริษัทน้อยเป็นของตนทั้งในรูปของเครือข่ายธุรกิจหรือเจ้าของ เป็นต้น ปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์จึงเป็นกระบวนการเข้าไปควบคุมโลกโดยผ่านการค้าพาณิชย์ด้วยการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่และการลดอำนาจรัฐเพื่อเพิ่มอำนาจทางธุรกิจของตนให้มากขึ้นนั่นเอง

แนวคิดของคนกลุ่มนี้ความไม่สนใจเรื่องความหลากหลายและความแตกต่างด้านวัฒนธรรม เชื้อชาติ ภาษา ฯลฯ เพราะคนทุกกลุ่มทุกมุมโลกก็คือลูกค้าสำคัญและเป็นแรงงานและตลาดการค้าที่สำคัญเท่านั้น ดังจะเห็นได้ทุกวันนี้ไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของโลกจะร้องเพลงด้วยทำนองคล้ายคลึงกัน แต่งกายเหมือนกัน มีรสนิยมและค่านิยมที่ไม่แตกต่างกันนัก ทั้งนี้เนื่องจากกำลังตกอยู่ภายใต้กระแสของตลาดโลกเสรี ที่มีบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ครอบงำและมีอิทธิพลอยู่ ที่จะใช้สื่อสมัยใหม่ทั้งสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น อินเตอร์เน็ต วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อสิ่งพิมพ์โฆษณาสินค้าของตนด้วยวิธีการเดียวกันไปทั่วโลก ยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มแนวคิดนี้มากขึ้นหากมีการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารกันยิ่งน้อยยิ่งดี เพื่อสะดวกในการค้าการติดต่อและการทำงานของบรรษัทนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้อาจจะทำเหมือนให้ความสำคัญกับภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นบ้าง แต่โดยแท้จริงแล้วเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าการขาย เพื่อเป็นการเรียกลูกค้า เพิ่มยอดขายด้วยการใช้ภาษาและวรรณกรรมหรือวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นตัวล่อให้เกิดความน่าสนใจหรือทำให้เหมือนเป็นพวกเดียวกันเท่านั้น ดังที่มีการโฆษณาอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่ลึกไปกว่านี้แล้ว กลุ่มแนวคิดนี้มองเรื่องภาษาและวรรณกรรมหรือวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นเรื่องของความล้าหลัง เป็นการจมอยู่กับอดีต ความก้าวหน้าทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มแนวคิดนี้วัดด้วยความก้าวหน้าทางวัตถุ การศึกษาระดับสูง และความเป็นนานาชาติเท่านั้น

สังคมไทยปัจจุบันมีนักวิชาการและนักธุรกิจไทยจำนวนไม่น้อยที่เชื่อตามแนวคิดนี้ และมองว่าภาษาถิ่นและวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาสังคมและการพัฒนาประเทศ คนกลุ่มนี้จึงมองว่าการสูญสลายของภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นเรื่องดี เพราะนั่นหมายถึงความเจริญก้าวหน้ากำลังเข้าไปสู่สังคมท้องถิ่นนั้นๆ และกำลังทำให้สังคมนั้นกลายเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมสูงขึ้น

แนวคิดเช่นนี้สอดคล้องกับนักรัฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ และข้าราชการไทยส่วนมาก และที่มองว่าในอีก ๑๐ ข้างหน้าสังคมไทยจะกลายเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ความเป็นเมืองจะขยายตัวเข้าไปแทนที่ชนบท ชาวไร่ชาวนาจะถูกผลักให้เข้าสู่สังคมเมืองโดยกลุ่มหนึ่งจะเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตเป็นกรรมกรโรงงาน อีกส่วนหนึ่งจะเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมการบริการ ภาคเกษตรกรรมจะถูกลดความสำคัญลงเรื่อยๆ หากยังคงมีอยู่ก็เป็นเพียงภาคเกษตรขนาดใหญ่ที่มีทุนขนาดใหญ่หรือทุนข้ามชาติเป็นเจ้าของโดยมีชาวไร่ชาวนาเป็นลูกจ้างผลิตตามสัญญาหรือลูกจ้างรายวัน นักวิชาการกลุ่มนี้ยังมองอีกว่าในทศวรรษหน้าสาธารณูปโภคของประเทศจะพัฒนาขึ้นมาก สามารถติดต่อกันทุกส่วนของประเทศได้อย่างสะดวกทั้งด้านการคมนาคมและการสื่อสาร

นักวิชาการกลุ่มนี้มองเรื่องของการเมืองการปกครองและการสร้างสังคมสมัยใหม่เป็นหลัก มองเรื่องการครอบงำทางภาษาและวัฒนธรรมอื่นๆ เป็นเรื่องปกติ ฉะนั้นจึงไม่สนใจความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม และคิดว่าการพูดภาษาไทยเพียงภาษาเดียวเป็นเรื่องสะดวกกว่าการพูดหลายภาษาที่อาจเป็นอุปสรรคด้านการสื่อความเข้าใจ และอาจมองความหลากหลายทางวัฒนธรรมเพื่อผลประโยชน์ด้านการดึงดูดนักท่องเที่ยวเท่านั้น

นักคิดกลุ่มนี้เชื่อว่าชัยชนะทางเศรษฐกิจ ทางการเมืองการปกครองก็คือชัยชนะทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมของกลุ่มผู้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองก็คือวัฒนธรรมหลักของประเทศ คิดว่าเป็นวัฒนธรรมที่สูงกว่าทั้งทางความรู้สมัยใหม่ เทคโนโลยีสมัยใหม่ และสอดคล้องกับแนวคิดและวิถีชีวิตชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง และเป็นไปตามวัฒนธรรมต่างชาติที่เป็นต้นแบบ และที่สำคัญที่สุดคือ วัฒนธรรมหลักเช่นนี้สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างสูงให้กับชนชั้นกลางเอื้อให้กลุ่มพวกตนมีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อไป โดยไม่สนใจว่าแนวคิดและการกระทำเช่นนี้จะมีผลต่อการทำลายภาษา วรรณกรรม วัฒนธรรมท้องถิ่น ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมมากมายเพียงใด

๒. แนวนักพัฒนาสังคมและวัฒนธรรมชุมชนหรือกระแสท้องถิ่นนิยม ในขณะที่กระแสสังคมโลกที่กระหน่ำประเทศไทยให้หลงทิศผิดทางอยู่นี้เอง ได้เกิดแรงต้านหรือกระแสใหม่ของสังคมขึ้น กลุ่มนักคิดแนวนี้มองว่าการพัฒนาที่ผ่านมาประสบความล้มเหลว เป็นการพัฒนาที่กำหนดมาจากโครงสร้างส่วนบนโดยที่ประชาชนส่วนล่างไม่ได้รับรู้ ไม่ได้มีส่วนร่วม และไม่ได้เป็นไปเพื่อประชาชน หากเป็นไปตามความต้องการของนักการเมืองและนักธุรกิจที่ร่วมมือกัน นักพัฒนาสังคมกลุ่มนี้มองว่าสังคมจะพัฒนาได้อย่างยั่งยืนต้องเข้าใจชุมชนและเป็นไปตามความต้องการของชุมชน แนวคิดนี้จึงเน้นความสำคัญของชุมชนเป็นหลัก

ปัจจุบันมีชุมชนจำนวนมากที่ได้รวมกลุ่มรวมพลังของชุมชนเพื่อที่จะพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนของตน ได้สร้างนวัตกรรมทางการเกษตรและเครื่องมือต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงาน ผลิตยาและวัตถุดิบต่างๆ เพื่อใช้กำจัดแมลงศัตรูพืชและการทำปุ๋ย มีกลุ่มที่ตั้งขึ้นเพื่อปกปักรักษาป่า น่านน้ำ ที่ทำมาหากิน และชุมชนท้องถิ่นของตน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนฮักเมืองน่าน ชุมชนคนรักป่า กลุ่มอีโต้น้อย ฯลฯ ผู้นำกลุ่มที่ได้สร้างสรรค์ผลงานเพื่อการพัฒนาสังคมและชุมชน เช่น ผู้ใหญ่ผายแห่งบ้านสระคูณ หลวงพ่อนาน ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม พ่อหลวงจอนิโอเดชา และคนอื่นๆ อีกมากมายทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้

นักวิชาการ และนักวิจัยที่มีแนวคิดนี้ได้แก่ ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ศาสตราจารย์ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ศาสตราจารย์ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง ดร.เสรี พงศ์พิศ พรพิไล เลิศปรีชา พิทยา ว่องกุล และคนอื่น ๆ อีกจำนวนมาก นักวิชาการสายนี้บางคนมองว่าวัฒนธรรมกระแสหลักที่เผยแพร่อยู่ในปัจจุบันเป็นวัฒนธรรมของชนชั้นสูงและชนชั้นกลางที่มีอำนาจทางการเมืองและอำนาจทางเศรษฐกิจ ชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองไม่มีวัฒนธรรมของตนเอง แต่หยิบยืมเอาวัฒนธรรมของชนชั้นสูงกับวัฒนธรรมต่างชาติมาเป็นของตนเอง และดูถูกเหยียดหยามวัฒนธรรมท้องถิ่น ชนชั้นกลางเป็นตัวแทนของทุนนิยม สร้างประชาธิปไตยแบบทุนนิยมเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตน และรับเอาวัฒนธรรมต่างชาติ ตลอดจนร่วมทุนกับต่างชาติเพื่อผลประโยชน์และความอยู่รอดของตนเอง ด้วยเหตุนี้เอง ในสังคมทุนนิยมที่เดินแนวตามตลาดโลกเสรี ย่อมไม่มี "พื้นที่"สำหรับวัฒนธรรมชุมชนในสื่อของชุมชนสังคมกระแสหลักได้เลย

เพื่อที่จะทำให้ชาวบ้าน ชุมชนได้มีโอกาสเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสังคมยุคใหม่ได้ นักวิชาการและนักวิจัยได้ร่วมมือกับชาวบ้านกำหนดแนวทางการพัฒนาชุมชนของตน โดยอาจมีการร่วมมือกับรัฐบางส่วนหรืออาจเป็นการกระทำที่เป็นเอกเทศโดยไม่ต้องพึ่งพาทุนสนับสนุนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ การพัฒนาชุมชนในสายนี้มุ่งไปที่การมีชีวิตที่ดีขึ้นทั้งด้านคุณภาพชีวิต จิตใจ และด้านเศรษฐกิจ โดยรวมแล้วมุ่งเน้นการพึ่งตนเอง หรือรู้เท่าทันตลาดหรือเล่ห์ของนายทุน สามารถทำการค้ากับตลาดภายนอกเพื่อให้มีพลังการต่อรองเกี่ยวกับราคาพืชผลได้บ้าง ปัจจุบันชุมชนเหล่านี้เชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจพอเพียงอันเป็นโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน กิจกรรมของชุมชนส่วนใหญ่จึงมักเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ การรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์หรือกลุ่มการค้าสินค้าการเกษตร กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มยุวชนเกษตร เป็นต้น

กิจกรรมหลักอีกประเภทหนึ่งของกล่มแนวคิดพัฒนาสังคมและวัฒนธรรมชุมชนคือ การตั้งกลุ่มเพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบสานศิลปวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น ที่อาจไปสอดรับกับการสนับสนุนของรัฐเรื่องการท่องเที่ยว การเชิญชวนให้พูดภาษาท้องถิ่นของตน มีการแสดงพื้นบ้านที่เป็นตัวแทนของกลุ่ม หมู่บ้าน หรือชุมชนของตน และพยายามเข้าไปมีบทบาทต่อสู้เพื่อให้ชุมชนมี "พื้นที่" ทางสังคมและในสื่อต่างๆ ตลอดจนผลักดันให้ชุมชนเข้าไปมีบทบาทและมีส่วนร่วมทางการเมืองและทางสังคมมากขึ้นทั้งโดยตรงและโดยผ่านสื่อ

นักคิดของกลุ่มแนวคิดนี้มองว่า สังคมไทยภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับที่ ๑ จนถึงปัจจุบันอยู่ภายใต้แนวคิดเช่นนี้ ระบบการศึกษาสมัยใหม่ ระบบการเมืองการปกครอง และการสื่อสารมวลชนที่ผ่านมามีส่วนปลูกฝังให้เกิดการดูถูกเหยียดหยามวัฒนธรรมท้องถิ่นทั้งด้านภาษาและวรรณกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรการศึกษามีส่วนอย่างสำคัญในการผลักดันภาษาถิ่นให้ออกไปจากโรงเรียน และยกการศึกษาในระบบเหนือการศึกษานอกระบบ และมองค่านิยม ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นเรื่องไร้สาระ งมงาย และล้าหลัง

นับเป็นโชคดีของสังคมไทยที่แนวคิดนี้มีผลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น จากการร่วมมือกันผลักดันของภาคประชาชน นักวิชาการและนักพัฒนาเอกชนจนเกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ต่อมาประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นมา และก่อให้เกิดพระราชบัญญัติการศึกษา ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๒ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงธรรมนูญการปกครองและธรรมนูญการศึกษาที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังและครบถ้วนทุกวรรคทุกมาตราแต่อย่างใด

เนื่องจากชุมชนส่วนใหญ่มุ่งแก้ปัญหาหลักคือปัญหาการทำมาหากินและปัญหาเศรษฐกิจของครอบครัวและชุมชน กลุ่มแนวคิดนี้จึงให้ความสำคัญกับเรื่องภาษาและวรรณกรรม และวัฒนธรรมท้องถิ่นส่วนอื่นเป็นเรื่องรอง หรือให้ความสำคัญค่อนข้างน้อย แต่ถึงกระนั้นก็ยังพอช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นเกิดความมั่นใจและภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรมของตนขึ้นมาได้บ้าง

๓. แนวสังคมชุมชนเข้มแข็งหรือแนวประชาสังคม กระแสการพัฒนาสังคมที่ตอบโต้ลัทธิประชาธิปไตยแบบทุนนิยมและตลาดโลกเสรีคือ กระแสประชาสังคมหรือสังคมชุมชนเข้มแข็ง ที่ให้ความเข้มข้นในการพัฒนาสังคมอย่างรอบด้านและมีลักษณะองค์รวมมากขึ้น สังคมชุมชนเข้มแข็งไม่ความเข้มแข็งอยู่รอดได้แบบเศรษฐกิจพอเพียงเท่านั้น แต่ชุมชนต้องมีสิทธิและอำนาจในการปกครองตนเอง หวงแหนและรักษาไว้ซึ่งภาษา ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาพื้นบ้านต่างๆ แต่ไม่ใช่การแยกตัวเป็นอิสระทางการเมืองเพื่อให้เป็นรัฐอิสระ แนวคิดนี้ต้องการให้รัฐลดบทบาทในการใช้อำนาจการปกครองแต่ให้เป็นการกระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่น ชุมชนมีสิทธิหน้าที่และมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา สนับสนุนส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ดำเนินการด้านเศรษฐกิจ และการสื่อสาร โดยมีชุมชนเป็นแกนกลาง ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสีได้เสนอแนวคิดในการปฏิรูปสังคมไทยไม่ว่าจะเป็นการเมืองการปกครอง การศึกษา และสื่อ เพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนมี "พื้นที่" ทางสังคม สามารถเป็นเจ้าของสื่อได้ โดยการสนับสนุนและส่งเสริมจากภาครัฐ โดยมีสิทธิและโอกาสเท่าเทียมกับภาคเอกชน ศาสตราจารย์ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ได้เขียนบทความหลายบทความที่เสนอแนวคิดเรื่องสังคมชุมชนเข้มแข็งที่ให้ความสำคัญกับภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นในฐานะเป็นกลไกลสำคัญอย่างหนึ่งที่จะสร้างความเป็นอัตลักษณ์ ความภาคภูมิใจ และความเป็นตัวตนของชุมชนท้องถิ่น อันเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง

ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีชุมชนจำนวนไม่มากนักที่เริ่มสร้างชุมชนที่เข้มแข็งด้วยการส่งเสริมการใช้ภาษาท้องถิ่นของตน สนับสนุนให้มีการเรียนอักษรท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูศิลปวิทยาการและภูมิปัญญาพื้นบ้าน สนับสนุนให้มีการแสดงและสร้างงานเขียนท้องถิ่นเพื่อให้มีการศึกษาชีวิต ระบบคิด ระบบความเชื่อของท้องถิ่น แม้จำเป็นต้องใช้ภาษาไทยเป็นสื่อกลาง แต่ก็มีความพยายามให้อักษรไทยเป็นเพียงสื่อสัญลักษณ์แต่ถ่ายทอดเป็นคำ สำนวน ลีลา ระบบคิด และระบบความเชื่อแบบท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการเขียนคำคร่าวคำเครือ คร่าวซอ หมอลำ และหนังตะลุงหรือโนรา เป็นต้น หลายชุมชนได้ผลักดันในกลุ่มเยาวชนคนหนุ่มสาวและนักเรียนให้มีการแสดงพื้นบ้านไม่ว่าจะเป็นลิเกภาคกลาง หมอลำภาคอีสาน ซอพื้นเมืองภาคเหนือ ทั้งในรูปของการประกวดแข่งขันและตั้งเป็นกลุ่มศิลปินพื้นบ้านเพื่อเป็นศิลปวัฒนธรรมทางเลือกที่นอกเหนือจากศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มชนชั้นกลางที่ผ่านสื่อวิทยุและโทรทัศน์

ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่แน่นอนว่าหากการผลักการสร้างสังคมชุมชนเข้มแข็งให้เกิดขึ้นมาได้ ค่อนข้างจะเป็นหลักประกันได้ว่าภาษา วรรณกรรม และวัฒนธรรมท้องถิ่นอาจจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งหนึ่งได้ และแน่นอนที่สุดว่าหากได้มีการผลักดันและสนับสนุนให้มีการปฏิบัติข้อความตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๖ ที่ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า

บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติและมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่าง สมดุลและยั่งยืน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

และมาตรา ๔๐ ที่ว่าด้วยการใช้คลื่นความถี่ของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วม สามารถจัดตั้งวิทยุชุมชนเพื่อประโยชน์ของชุมชนในการติดต่อสื่อสารเป็นทางเลือกได้ ดังบัญญัติไว้ว่า

คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

การดำเนินการตามวรรคสอง ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

การที่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ประชาชน สังคม และชุมชนเข้าไปมีโอกาสใช้คลื่นความถี่เป็นเหมือนพลังเสริมสร้างให้สังคมเข้มแข็งได้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้สังคมชุมชนถูกกัดเซาะผุกร่อนด้านหนึ่งนั้นเกิดจากการโฆษณาสร้างกระแสบริโภคนิยมผ่านสื่อวิทยุและโทรทัศน์เหล่านี้นั่นเอง ประชาชนไม่มีโอกาสได้ใช้สื่อเพื่อเผยแพร่ความคิด ความรู้สึก ผลงาน ความรู้ความก้าวหน้า ภูมิปัญญา และศิลปวัฒนธรรม ด้วยภาษาของตนเองอย่างเพียงพอ สังคมขาดทางเลือกในการเลือกฟัง/ชมรายการที่ดี นอกจากรายการยัดเยียดของเจ้าของสินค้าที่ใช้โฆษณามามอมเมาหลอกลวงประชาชนและทำด้วยภาษาไทยหรือหากจะใช้ภาษาถิ่นก็เป็นเพียงเพื่อผลด้านยอดขายสินค้าเท่านั้น

หน่ออ่อนของสังคมชุมชนเข้มแข็งค่อยๆ เติบใหญ่ เริ่มมีการบันทึกเป็นรัฐธรรมนูญตามมาตราที่กล่าวแล้ว และยังมีการกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษา ดังตราไว้ในมาตราที่ ๑๘ (๓) ว่า

การจัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้จัดในสถานศึกษาดังต่อไปนี้

… (๓) ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานที่เรียนที่หน่วยจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันสังคมอื่นเป็นผู้จัด

เท่ากับชุมชนได้รับโอกาสให้เข้าเข้าไปมีส่วนร่วมทางการศึกษามากขึ้น โรงเรียนที่เคยเป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งของรัฐที่ใช้เผยแพร่อุดมการณ์ส่วนกลาง จะถูกถ่ายโอนให้ชุมชนเข้ามาเป็นเจ้าของและกำหนดหลักสูตรและเนื้อหาได้มากขึ้น แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่สามารถใช้ในโรงเรียนได้โดยไม่รู้สึกแปลกแยกอีกต่อไปนั่นก็คือ ภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น เมื่อเป็นเช่นนี้ เยาวชนของชุมชนย่อมจะภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรมของตน ภูมิใจและเชื่อมั่นในบรรพบุรุษและชุมชนของตนมากขึ้นและจะหันกลับมาช่วยเหลือและฟื้นฟูชุมชนของตนได้มากขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่าแนวการมองและการคาดการณ์ของสังคมไทยในทศวรรษหน้าทั้งสามแนวหลักมีความแตกต่างกันมาก สิ่งที่ก่อให้เกิดความแตกต่าง ไม่ใช่ทัศนะทางสังคมหรือทัศนะทางวิชาการ หากเป็นจุดยืนทางสังคมและการเมืองที่แตกต่างกัน กล่าวให้ถึงที่สุดคืออุดมการณ์ทางสังคมที่แตกต่างกันนั่นเอง ในสังคมประชาธิปไตยแบบทุนนิยมหรือตลาดโลกเสรีเป็นสังคมมุ่งเน้นเสรีภาพส่วนบุคคลที่ "ใครมือยาวสาวได้สาวเอา" หรือสังคมเสรีที่เปิดโอกาสให้ "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" ได้ตามสบาย โดยมุ่งเน้นโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนาทางวัตถุตามแบบสังคมตะวันตก ในขณะที่แนวที่คิดสองแนวคิดหลังยึดถืออุดมการณ์ทางสังคมที่มุ่งให้คนส่วนใหญ่ของประเทศหรือของสังคมอยู่ดีกินดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเน้นสังคมที่ด้อยโอกาสหรือสังคมยากจน ส่วนแนวคิดที่สามเน้นอุดมการณ์สร้างสังคมที่เข้มแข็ง เป็นสุข มีคุณภาพชีวิตและจิตใจที่ดี มีความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ การสร้างสรรค์ ฟื้นฟู และสืบสานภูมิปัญญา ภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง

ในขณะที่แนวคิดแรกไม่เห็นความสำคัญของภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นด้วยมองความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นอุปสรรคของชุมชนหมู่บ้านโลกที่เน้นความสมานฉันท์และความเป็นหนึ่งเดียว เน้นการมีวัฒนธรรมเดียว ระบบค่านิยมและระบบความเชื่อเดียวภายใต้การครอบงำของระบบทุนเสรีและลัทธิบริโภคนิยม การสูญหายของภาษาและวรรณกรรมจึงไม่เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงแต่อย่างไร สองแนวคิดหลังกลับมองไปในทางตรงกันข้าม แนวคิดพัฒนาสังคมให้ความสำคัญต่อภาษาและสังคมในฐานะเป็นวัฒนธรรมของท้องถิ่นชุมชนเป็นความภาคภูมิใจและเอกลักษณ์ของท้องถิ่น แต่แนวคิดสังคมชุมชนเข้มแข็งมองลึกไปกว่านั้นโดยมองว่าภาษาและวรรณกรรมคือวิถีชีวิตของชุมชน การสูญเสียภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นก็เท่ากับการสูญเสียความเป็นชุมชุนที่เข้มแข็งได้ เพราะการสูญหายของภาษาและวรรณกรรมคือการสูญเสียภูมิปัญญาของท้องถิ่น ความรู้และการจัดการต่างๆ ของท้องถิ่น เพราะภูมิปัญญา ความรู้ ความคิด ระบบความคิด ความเชื่อ และศิลปวัฒนธรรม อัตลักษณ์และความภาคภูมิใจ ทั้งหมดถูกถ่ายทอดโดยผ่านภาษาและบันทึกไว้เป็นวรรณกรรมของท้องถิ่น

รายงานการวิจัยขององค์กรวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม (UNESCO) ในปี ๒๕๔๔ ขององค์การสหประชาชาติได้ยืนยันข้อเท็จจริงเหล่านี้ว่า ขณะนี้ภาษาท้องถิ่นกำลังถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว และมีผลกระทบต่อองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพ ป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร และอื่น ๆ สภาวการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง และเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ๒๕๔๔ องค์กรพิทักษ์โลก (Worldwatch) ก็ได้รายงานทางสถานีวิทยุเสียงอเมริกาในทำนองเดียวกันว่าการสูญเสียภาษาท้องถิ่นจะเป็นการสูญเสียที่มีผลต่อองค์ความรู้และภูมิปัญญาของสังคมอันถือเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาของโลกเช่นเดียวกัน องค์กรพิทักษ์โลกได้สรุปผลการวิจัยอย่างน่าสนใจว่า ความหลากหลายทางด้านภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีมากสัมพันธ์กับความหลากหลายด้านชีวภาพ ผลงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าหากความหลากหลายด้านชีวภาพลดลง ความหลากหลายด้านภาษาถิ่นก็สูญหายไปด้วย ปรากฏการณ์เช่นนี้เท่ากับได้สูญเสียสิ่งที่มีคุณค่าของท้องถิ่นและของโลก ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพนั้นถือเป็นการสูญเสียพืชพันธุ์อันเป็นสมุนไพร ตัวยาอันสำคัญที่อาจช่วยรักษาโลก พิทักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ในด้านความหลากหลายของภาษาถิ่นคือการสูญเสียองค์ความรู้และภูมิปัญญาเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพไปนั่นเอง องค์กรพิทักษ์โลกจึงได้เสนอให้หาหนทางพิทักษ์รักษาภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่ไปกับการพิทักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพด้วย

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องราวของการมองสังคมไทยในทศวรรษหน้ากับผลกระทบที่มีต่อภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความเป็นความตาย การคงอยู่ เติบโต การสร้างสรรค์ และการสูญหายของภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นขึ้นอยู่ความเป็นไปทางสังคมทั้งสิ้น

คำถามที่น่าสนใจขณะนี้ก็คือ ครู อาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย ปราชญ์ท้องถิ่น ผู้รู้และผู้สนใจจะมีส่วนการในทำให้ภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นเจริญงอกงามขึ้นมาได้บ้างหรือไม่ หรือมีส่วนเร่งให้ภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นสูญหายเร็วขึ้นหรือไม่อย่างไร เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจน ขอเริ่มต้นพินิจพิเคราะห์ถึงจารีตการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นเป็นเบื้องต้นก่อน

๔. จารีตการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น

แม้ว่าการเขียน การอ่านและการชื่นชมวรรณกรรมได้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้วแต่การศึกษาวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณคดีเป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย ตรีศิลป์ บุญขจร (๒๕๓๐, ๒๕๔๓) ได้สำรวจแนวการศึกษาวรรณคดีในประเทศไทยและได้ข้อสรุปว่า การศึกษาวรรณคดีแต่เดิมเป็นการศึกษาเชิงประวัติและเน้นการประเมินคุณค่า ต่อมาได้มีการศึกษาด้วยการชำระต้นฉบับ ส่วนเรื่องการวิเคราะห์วิจารณ์วรรณกรรมนั้นเพิ่งเกิดขึ้นหลัง พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา และมักเป็นการศึกษาตามแนวตะวันตกที่เน้นสุนทรียศาสตร์ด้วยกระบวนทัศน์แบบแยกส่วน คือการมองวรรณคดีที่มีลักษณะเป็นเอกเทศจากบริบททางสังคม และวรรณกรรมที่ศึกษาส่วนใหญ่เป็นวรรณกรรมราชสำนักเท่านั้น

การศึกษาวรรณคดีมักมีแนวการวิเคราะห์วิจารณ์ ๔ แนวดังนี้คือ

๑. การวิเคราะห์เพื่อตระหนักถึงคุณค่าของศิลปะการใช้คำเพื่อสื่อความหมายและภาพ

๒. การพิจารณาเนื้อหาสาระสำคัญของเรื่อง แก่นเรื่อง ความกลมกลืน ความหมาย ตัวละคร จุดประสงค์ของผู้แต่ กลวิธีการนำเสนอ เป็นต้น

๓. การนำความรู้หลายสาขาเพื่อเพิ่มการอธิบายความหมาย บทบาท และความสำคัญของวรรณคดีในเชิงภาพสะท้อนทางสังคม คุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม การใช้จิตวิเคราะห์และจิตวิทยามาอธิบายพฤติกรรมของตัวละคร การวิเคราะห์ตัวละครหญิง ชาย ฯลฯ

๔. การประเมินค่าวรรณคดี และการเปรียบเทียบวรรณคดีต่างเรื่อง ต่างถิ่น หรือต่างช่วงเวลา เป็นต้น

ส่วนการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการภาษาและวรรณกรรมไทยที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่แล้ว

ในด้านจารีตการศึกษาภาษานั้น เป็นผลผลิตของการศึกษาแนวตะวันตกที่เริ่มต้นจากการเน้นเรื่องของการศึกษาความหมายและที่มาของคำ การศึกษาเรื่องเสียง คำ และโครงสร้างประโยคตามแนวคิดตะวันตก ภาษาที่ศึกษาส่วนใหญ่เป็นการศึกษาภาษาไทยกรุงเทพหรือภาษาไทยมาตรฐาน ต่อมาเมื่อมีการศึกษาเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างภาษาไทกลุ่มต่างๆ การศึกษาจึงได้ขยายตัวออกไปเป็นการศึกษาภาษาไทและการศึกษาภาษาไทยท้องถิ่นในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของภาษาไทย (ดูเพิ่มเติมในสมทรง บุรุษพัฒน์และคณะ ๒๕๔๐)

เพื่อให้มองเห็นจุดเริ่มต้นและจารีตของการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น ขอแยกประเด็นการศึกษาเป็นสองหัวข้อย่อยคือ จารีตการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่น และจารีตการศึกษาภาษาถิ่น ดังนี้

๔.๑. จารีตการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่น

การศึกษาวรรณคดีท้องถิ่นเกิดขึ้นเมื่อมีการขยายการศึกษาจากระดับปริญญาตรีไปสู่ระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์ฉบับแรกที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวรรณกรรมท้องถิ่นคือผลงานของประคอง นิมมานเหมินท์ (๒๕๑๐) เรื่องลักษณะวรรณกรรมภาคเหนือ ที่ตรีศิลป์ บุญขจร (๒๕๔๓ : ๓๓๕) ถือว่าเป็นงานวิจัยสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่นเรื่องแรก และเป็นการขยายแนวการศึกษาประวัติวรรณคดีไปสู่วรรณกรรมท้องถิ่นอีกด้วย หลัง พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นต้นมา ถือได้ว่าเป็นยุคของการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นและคติชนวิทยา เพราะไม่เพียงแต่จะมีวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับวรรณกรรมท้องถิ่นออกมาเป็นจำนวนมากเท่านั้น หากยังมีสนับสนุนจากรัฐบาลให้มีการตั้งโครงการเผยแพร่เอกลักษณ์ไทย โครงการจัดตั้งศูนย์ชุมนุมส่งเสริมวัฒนธรรมไทย เกิดความเคลื่อนไหวจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมประจำจังหวัดและศูนย์วัฒนธรรมของวิทยาลัยครูทั่วประเทศ ภายใต้ความรับผิดชอบดูแลของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

ศูนย์วัฒนธรรมเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการเก็บรวบรวม เผยแพร่ ปริวรรต ศึกษา สำรวจ วิเคราะห์และวิจัยวรรณกรรมท้องถิ่น ทั้งที่เป็นวรรณกรรมลายลักษณ์และวรรณกรรมมุขปาฐะ ตรีศิลป์ บุญขจร (เรื่องเดียวกัน : ๒๓๙) เรียกยุคนี้ (๒๕๑๒-๒๕๒๕) ว่า เป็น "ทศวรรษของการบุกเบิกการศึกษาวรรณคดีท้องถิ่นและคติชนวิทยา"

จารีตของการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นก็คือการรับเอาลักษณะแนวการศึกษาวรรณคดีแบบฉบับหรือวรรณคดีราชสำนักมาเป็นต้นแบบในการศึกษา กล่าวคือ การขยายการศึกษาวรรณคดีออกไปสู่วรรณกรรมท้องถิ่นเป็นการขยายการศึกษาตัวบท ตัวเรื่องให้กว้างขวางออกไป มีจำนวนมากขึ้น แต่ก็ยังติดอยู่ในกรอบการศึกษาแนวจารีตเดิมของแนวคิดวรรณคดีศึกษา

สิ่งใหม่ที่เพิ่มเติมในช่วงนี้ที่เห็นได้ชัดเจนคือผลของการเคลื่อนไหวกลุ่มวรรณกรรมเพื่อชีวิตที่มีบทบาทในวงวรรณกรรมไทยมาตั้งแต่หลัง พ.ศ. ๒๕๙๕ เป็นต้นมา และได้มีบทบาทเด่นชัดมากขึ้นในช่วงยุคก่อนและหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ มีผลให้นำเรื่องราวภาพสะท้อนทางสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ามาเป็นแนวการศึกษา

บาหยัน อิ่มสำราญ (๒๕๓๘) ได้สำรวจและสรุปสถานภาพการศึกษาวรรณคดีท้องถิ่น ตั้งแต่เริ่มต้นมาเป็นเวลา ๒๐ ปี จากผลงานศึกษาวิจัยวรรณกรรมท้องถิ่นจำนวน ๑๕๐ เรื่อง มีข้อค้นพบที่น่าสนใจมาก ๒ ประการดังนี้คือ

๑. เหตุผลหรือเป้าหมายของการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่น บาหยัน อิ่มสำราญ (๒๕๓๘ : ๑๙๒-๑๙๔) พบว่าเหตุผลของการศึกษาวรรณคดีท้องถิ่นที่เขียนไว้มี ๗ ประการดังนี้คือ

๑.๑ ความตระหนักในคุณค่าของเนื้อหา/ภาษา (จริยธรรมคำสอน สำนวนโวหาร)ของวรรณกรรมที่ศึกษา

๑.๒ มองเห็นความสำคัญของวรรณกรรมท้องถิ่นในอดีตที่มีบทบาทในการสอนให้ชาวบ้านอยู่ในศีลธรรม คลายทุกข์ และผูกพันกับชีวิตชาวบ้าน

๑.๓ สะท้อนภาพสังคมวัฒนธรรมอดีต

๑.๔ วรรณกรรมที่ศึกษากำลังถูกละเลย เกรงสูญหาย จึงมุ่งอนุรักษ์ด้วยการนำมาศึกษา

๑.๕ ท้องถิ่นที่ศึกษาเป็นแหล่งวัฒนธรรมนั้นเคยรุ่งเรืองมาก่อน การศึกษาวรรณกรรมของถิ่นนั้นจะทำให้เข้าใจสภาพของท้องถิ่นได้มากขึ้น

๑.๖ วรรณกรรมเรื่องที่ศึกษามีความแพร่หลาย จึงต้องการศึกษาความสัมพันธ์ของวรรณกรรมที่แพร่หลายไปแต่ละถิ่นว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ในด้านใดบ้าง

๑.๗ ศึกษาเป็นประเด็น ไม่มีใครศึกษามาก่อน

๒. แนวหรือวิธีการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่น บาหยัน อิ่มสำราญ (เรื่องเดียวกัน : ๑๙๕-๒๒๒) ได้สรุปไว้ว่ามีเพียง ๕ วิธี ดังต่อไปนี้

๒.๑ ศึกษาเพื่อวรรณกรรมท้องถิ่นหลายเรื่องเพื่อสร้างภาพรวมของวรรณกรรมท้องถิ่นนั้น หรือศึกษาสภาพสังคมวัฒนธรรม และลักษณะทั่วไปของวรรณคดีถิ่นนั้น (กำเนิด พัฒนา ลักษณะ อักษร อักขรวิธี เนื้อหา ฉันทลักษณ์ ฯลฯ)

๒.๒ ศึกษาเฉพาะกลุ่มชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งว่ามีวรรณกรรมอะไรบ้าง การวิจัยเช่นนี้มักมีระเบียบวิธีการวิจัยที่แน่นอน วิธีนี้สร้างความแปลกใหม่คือ ๑. ได้ข้อมูลใหม่ ๒. มีมุมมองใหม่ ๓. เกิดการยอมรับวรรณคดีท้องถิ่นมากขึ้น

๒.๓ ศึกษาแนวเปรียบเทียบ ทำให้เข้าใจวรรณคดีท้องถิ่นมากชัดขึ้น มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นมากขึ้น

๒.๔ ศึกษาเฉพาะเรื่อง ปริวรรต ศึกษาเชิงประวัติ จุดมุ่งหมาย โครง แก่น ตัวละคร ฉาก ฉันทลักษณ์ สุนทรียภาพ และภาพสะท้อนสังคม อาจเปรียบเทียบด้วย

๒.๕ ศึกษาเฉพาะประเด็น เช่นการแพร่กระจาย ทัศนะเกี่ยวกับผู้หญิง โลกทัศน์ ภาษา วรรณกรรม ที่ถือได้ว่าเป็นการขยายมุมการศึกษา เปลี่ยนธรรมเนียมการศึกษา และเป็นการศึกษาอย่างลึกซึ้ง มากขึ้น

ข้อสรุปที่บาหยันค้นพบทั้งสองประการข้างต้นนี้เป็นลักษณะจารีตของการศึกษาวรรณคดีและวรรณกรรมท้องถิ่นที่สืบทอดต่อกันมาเป็นเวลานานจนกลายเป็นลักษณะต้นแบบของการศึกษาวรรณกรรมไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมใดก็ตาม และยังสามารถพบได้จนถึงปัจจุบัน เช่น

สุกัญญา ภัทราชัย (๒๕๔๑ : ๕๖) ได้สรุปแนวการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นแนวคติชนวิทยาไว้อย่างน่าสนใจเช่นเดียวกันว่า การศึกษาที่มีผลงานออกมาในรูปของวิทยานิพนธ์ส่วนใหญ่นั้นเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล จำแนกประเภท แนะนำคุณค่าของข้อมูล และใช้จารีตทางวรรณคดีศึกษาเข้ามาวิเคราะห์ อันได้แก่การศึกษาวิเคราะห์โครงเรื่อง ตัวละคร แนวคิด ฉาก และอาจเพิ่มการศึกษาเชิงภาษา เช่น ถ้อยคำสำนวนโวหาร และการเปรียบเทียบหรือประเมินคุณค่าทางวัฒนธรรมเป็นต้น

ข้อสรุปเช่นนี้พบได้อีกในงานของศิราพร ณ ถลาง (๒๕๔๑ : ๑๖-๑๙) ที่กล่าวว่าการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่น-คติชนวิทยามักมีแนวทางและวิธีการ ๔ แบบได้แก่ ๑. งานรวบรวม ๒. งานปริวรรต ๓. งานประเภทวิทยานิพนธ์ ๔. งานวิจัยที่คนท้องถิ่นรับรู้ร่วมกันและนำมาศึกษา ผลงานส่วนที่เป็นวิทยานิพนธ์มักมีแนวการศึกษาใหญ่ๆ ๔ แนวดังนี้คือ

๑. วิเคราะห์วรรณกรรมแต่ละเรื่อง เพื่อดูสำนวน ที่มา อักษรและอักขรวิธี ลักษณะคำประพันธ์ โครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก สภาพสังคมและวัฒนธรรม เป็นต้น

๒. ศึกษาเปรียบเทียบวรรณกรรมระหว่างท้องถิ่น โดยใช้แนวการศึกษาวรรณคดีเชิงวิเคราะห์ ได้แก่การศึกษาเปรียบเทียบกลวิธีการแต่ โครงเรื่อง ตัวละคร สังคม และอนุภาคเป็นต้น โดยไม่ได้ศึกษาเชื่อมโยงกับสังคมที่เป็นจริงหรือบริบททางสังคมตามที่เป็นนัก

๓. ศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีและแนวคิดด้านคติชนวิทยา แต่ก็ยังคงเน้นลักษณะการศึกษาวิเคราะห์แบบวรรณคดี ไม่ค่อยมีการนำทฤษฎีคติชนมาประยุกต์ใช้นัก

๔. ศึกษาบางประเด็นที่ปรากฏในวรรณกรรมเช่น ความเชื่อ พิธีกรรม ผู้หญิง ลักษณะของผู้นำ เป็นต้น

ศิราพร ณ ถลาง (๒๕๓๘ : ๑๐-๑๑) เขียนข้อสรุปไว้ว่าวรรณคดีท้องถิ่นส่วนใหญ่ศึกษาตัวบทในแง่เนื้อหา ฉันทลักษณ์ ความเปรียบ สุนทรียภาพ โดยอาจมีการสนอการศึกษาเชิงโครงสร้างหน้าที่เพื่อดูบทบาทหน้าที่ของวรรณคดีท้องถิ่นในสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างวรรณคดีท้องถิ่นกับส่วนต่างๆ ในวัฒนธรรมท้องถิ่นบ้าง แต่งานประเภทนี้มีจำนวนไม่มากนัก

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นคือลักษณะจารีตของการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่น เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการสืบทอดแนวและวิธีการศึกษาวรรณกรรมหรือวรรณคดีแบบฉบับที่สืบทอดเป็นแบบแผนของวรรณคดีราชสำนักมาก่อน แม้ว่าจะมีผลงานวรรณกรรมท้องถิ่นจำนวนมาก แต่หากดูแนวการศึกษาและวิธีการศึกษาแล้วพบว่ายังคงเป็นลักษณะ "ร้อยเนื้อ ทำนองเดียว" นั่นเอง ข้อสรุปดังกล่าวนี้สามารถพบได้อีกใน ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล (๒๕๒๙) สิ่งที่อาจถือได้ว่าแปลกใหม่คือการนำความรู้เชิงสหวิทยาการเข้ามาช่วยในการมองวรรณคดีและวรรณกรรมท้องถิ่นมากขึ้นเท่านั้น

๔.๒ จารีตการศึกษาภาษาท้องถิ่น

การศึกษาภาษาท้องถิ่นหรือภาษาถิ่นเริ่มต้นในเวลาใกล้เคียงกับการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่น โดยเริ่มจากผลงานวิทยานิพนธ์ของวิจินตน์ ฉันทะวิบูลย์เรื่องภาษาสงขลา (๒๔๙๙) จากนั้นมีผลงานวิทยานิพนธ์และงานวิจัยของชาวต่างประเทศที่เข้ามาศึกษาภาษาไทยท้องถิ่นในฐานะที่เป็นภาษาถิ่นของภาษาตระกูลไท ดังเช่น ผลงานของหลี่ ฟางกุ้ย, เจ. มาร์วิน บราวน์, แมรี่ ฮาสส์, วิลเลียม เจ. เกดนีย์, ริชาร์ด เจมส์ แชมเบอร์เลน, และคริสโตเฟอร์ คอร์ท เป็นต้น

การศึกษาภาษาถิ่นขยายตัวเมื่อมีการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ผลงานส่วนใหญ่เป็นวิทยานิพนธ์และผู้ศึกษาส่วนใหญ่เป็นเจ้าของภาษาท้องถิ่นนั้นๆ ในระยะประมาณ ๔๐ กว่าปีที่ผ่านมาสามารถมองเห็นจารีตของการศึกษาภาษาท้องถิ่นได้ ๗ ประการ ดังนี้คือ

๑. การศึกษาส่วนใหญ่อิงกับแนวคิด ทฤษฎีภาษาศาสตร์ ตั้งแต่ทฤษฎีหน่วยเสียง ทฤษฎีการศึกษาเรื่องคำ วลี และประโยค โดยมีทฤษฎีภาษาศาสตร์เป็นตัวตั้ง และนำข้อมูลภาษาไทยท้องถิ่นมาเป็นกรณีศึกษา

๒. การศึกษาส่วนใหญ่มุ่งเน้นการศึกษาข้อมูลเป็นเอกเทศ เป็นการศึกษาแบบแยกส่วน เช่น เรื่องเสียง ยังอาจแยกเป็นเรื่องพยัญชนะ สระ หรือวรรณยุกต์ และมักไม่สนใจบริบทของภาษาและสังคม ยกเว้นการศึกษาภาษาศาสตร์เชิงสังคม และภาษาศาสตร์ชาติพันธุ์วรรณนา ที่อาศัยแนวคิดทางสังคมและมานุษยวิทยามาเป็นกรอบคิด แต่ผลงานด้านนี้ยังมีอยู่จำกัดมาก

๓. การศึกษาส่วนใหญ่มักใช้สัทอักษรในการถ่ายเสียง เพื่อสะดวกในการบันเสียงที่ใกล้เคียง

๔. การศึกษาส่วนใหญ่มุ่งเน้นการศึกษาภาษาพูดปัจจุบัน มีน้อยมากที่สนใจศึกษาจากเอกสารท้องถิ่น

๕. การศึกษาเรื่องเสียงและคำส่วนใหญ่เป็นการศึกษาที่ใช้การเก็บข้อมูลภาคสนาม

๖. การศึกษาส่วนใหญ่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงภาษาศาสตร์ที่มีขั้นตอนการศึกษาที่แน่นอน

๗. การศึกษาเกือบทั้งหมดมุ่งเน้นการเข้าใจโครงสร้างของภาษา ตั้งแต่ระบบเสียง คำ วลี และประโยค ตลอดจนการแพร่กระจายของคำ หรือการแปร/กลายเสียง มากกว่าที่จะศึกษาวิจัยไปเพื่อเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมของสังคมของผู้ใช้ภาษา

ม.ร.ว. กัลยา ติงศภัทิย์ (๒๕๒๘) ได้สรุปการศึกษาภาษาถิ่นในประเทศไทยออกเป็น ๓ แบบ คือ การศึกษาเรื่องเสียง คำ และการศึกษาแบบอื่นๆ ในที่นี้ของแบ่งเป็นประเด็นการศึกษาภาษาถิ่นของออกเป็น ๓ แบบเช่นกันดังนี้

๑. การศึกษาเรื่องเสียง ส่วนใหญ่ศึกษาเหมือนกันคือเรื่องระบบเสียง โดยจะศึกษาระบบเสียงของภาษาถิ่นใดถิ่นหนึ่ง หรือเป็นการศึกษาเปรียบเทียบตั้งแต่สองถิ่นขึ้นไป หรือมีการศึกษาเสียงย่อยของภาษาถิ่นใดถิ่นหนึ่งก็ได้ การศึกษาเรื่องเสียงนี้อาจเป็นการศึกษาโดยใช้วิธีการเชิงภูมิศาสตร์เข้ามาศึกษาเปรียบเทียบการแปรเปลี่ยนของระบบเสียง หรือหน่วยเสียงแบบใดแบบหนึ่งก็ได้ เช่น การแปรเสียงของผู้พูดภาษาถิ่นใดถิ่นหนึ่งโดยเปรียบเทียบกับผู้พูดที่ต่างวัยกัน หรือการกลายเสียงที่เป็นการศึกษาเชิงประวัติ เป็นต้น วิทยานิพนธ์ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ ๖๐ มักเป็นการศึกษาเรื่องเสียง (สมทรง บุรุษพัฒน์และคณะ ๒๕๔๐) การศึกษาแนวนี้มีการศึกษาทุกภาคของประเทศทั้งเขตภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ แต่ มีการศึกษาภาษาท้องถิ่นในภาคกลางและภาคเหนือมากที่สุด รองลงมาเป็นภาคกลาง และน้อยที่สุดคือภาคใต้ สมทรง บุรุษพัฒน์และคณะ (๒๕๔๐) เรียกการศึกษาแนวนี้ว่าเป็นการศึกษาภาษเชิงเปรียบเทียบร่วมสมัย

การศึกษาเรื่องเสียงใช้วิธีการทางภาษาศาสตร์ภาคสนามเก็บข้อมูล มีระเบียบวิธีวิจัยที่แน่นอน และมักศึกษาระบบเสียงของภาษา อันมีสระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์ มีตัวอย่างเสียงที่ปรากฏในคำมาประกอบ และอาจมีความหมายเพื่อให้เข้าใจ

๒. การศึกษาเรื่องคำ มีการศึกษามากรองลงมา การศึกษาเรื่องคำส่วนใหญ่เป็นการศึกษาเรื่องการกระจายคำศัพท์โดยใช้การศึกษาเชิงภูมิศาสตร์เพื่อดูว่าแต่ละถิ่นในเชิงภูมิศาสตร์นั้นมีคำที่เลือกมากระจายหรือพูดในถิ่นใดบ้าน มีการใช้คำอื่นเพื่อแสดงความแตกต่างด้านภาษาถิ่นมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเรื่องหมวดคำโดยรวม คำเฉพาะ เช่น คำสรรพนาม คำลงท้าย คำลักษณนาม คำวิเศษณ์ หรือคำขยาย เป็นต้น

การศึกษาอีกแนวหนึ่งที่อาจจัดอยู่ในเรื่องของการศึกษาเรื่องคำคือ การศึกษาชื่อสถานที่ หมู่บ้าน ฯลฯ เพื่อที่จะเข้าใจความหมาย วัฒนธรรม และที่มาของสถานที่นั้นๆ และรวมไปถึงการศึกษาถ้อยคำ สำนวน สุภาษิต เช่น คำผญา คำบ่ะเก่า ของแต่ละท้องถิ่นเพื่อให้เข้าใจสังคมและวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้น ๆ

๓. การศึกษาระดับวลีและประโยค มีจำนวนไม่มากนักเนื่องจากส่วนใหญ่มองว่าภาษาท้องถิ่นมีโครงสร้างภาษาที่เหมือนหรือไม่แตกต่างจากภาษาไทยมากนัก หากจะมีการศึกษามักจะเป็นการศึกษาภาษาไทถิ่น ที่ภาษาของชาวไทผู้อพยพเข้ามาภายหลังและยังคงลักษณะเอกลักษณ์ทางภาษาของตนไว้ได้ แต่ก็มีจำนวนน้อยมาก

นอกเหนือจากการศึกษาเชิงภาษาศาสตร์แล้ว สิ่งที่ทำกันเกือบทุกภาคได้แก่การเก็บรวบรวมคำศัพท์เพื่อทำพจนานุกรมและสารานุกรม และการทำแผนที่ภาษาที่รวมเอาภาษาพูดทั้งหมดที่ใช้ในเขตจังหวัด ภาค และทั่วประเทศไทย

โดยภาพรวมแล้ว การศึกษาภาษาท้องถิ่นมักอิงอยู่กับแนวคิด ทฤษฎีทางภาษาศาสตร์ ด้วยวิธีการและระเบียบวิธีการศึกษาเชิงภาษาศาสตร์ มีการศึกษาโครงสร้างของภาษาที่มีการศึกษาเรื่องเสียงและคำมากที่สุด

๕. ปัญหาการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น

เมื่อพิจารณาจารีตการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นข้างต้นแล้วจะพบว่ามีลักษณะร่วมที่เหมือนกัน ๖ ประการหลัก ดังต่อไปนี้คือ

๑. การศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นมีเป้าหมายเพื่อเข้าใจตัวภาษาและวรรณกรรมเป็นเบื้องต้น โดยไม่ให้ความสำคัญกับบริบททางสังคม และเป้าหมายเพื่อเจ้าของท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของภาษาและวรรณกรรม

๒. การศึกษาใช้กรอบคิด ทฤษฎีของต่างประเทศ หรือกรอบคิดทฤษฎีที่ใช้กับภาษาไทยและวรรณกรรมไทยเป็นบรรทัดฐาน และได้นำเกณฑ์ กรอบคิด และทฤษฎีเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นโดยไม่ได้มีการจำแนก

๓. การศึกษามุ่งเน้นการสร้างผลงานทางวิชาการที่ขาดความเกี่ยวพันกับสังคมของผู้ใช้และผู้สร้างภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น ผู้บอกภาษาและผู้ให้ข้อมูลเป็นเพียงผู้ให้วัตถุดิบ ไม่ได้รับผลจากการศึกษาใดๆ จากผลงานการศึกษาเช่นนี้เลย

๔. การศึกษามักใช้แนวการศึกษา กรอบความคิด ทฤษฎีเดียวกัน แต่ใช้ตัวข้อมูลที่ต่างกันในเชิงของเวลา สถานที่ หรือวัยของผู้ให้ข้อมูล ดังนั้น ผลของการศึกษาที่ออกมาจึงไม่แตกต่างกันนัก เหมือนดัง "ร้อยเนื้อ ทำนองเดียว" ที่ได้กล่าวมาแล้ว

๕. หากเป็นการศึกษาผ่านมุมมองและอุดมการณ์ทางสังคม ส่วนใหญ่ผู้ศึกษาไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นหรือคนส่วนกลางมักมองผ่านจุดยืน มุมมองและอุดมการณ์ทางสังคมของส่วนกลาง แต่หาได้ใช้จุดยืน มุมมอง และอุดมการของท้องถิ่นหรือชุมชนไม่ การศึกษาเช่นนี้ทำให้เหินห่างจากชุมชุมมากขึ้นไปอีก

๖. การศึกษามักจำกัดอยู่แต่ในสถาบันการศึกษา ที่เป็นผลงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท มากว่าจะเป็นผลงานของคนท้องถิ่นที่ทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นทั้งเพื่อประโยชน์ทางวิชาการและทางสังคม

ก่อนหน้านี้ได้มีผู้ตั้งข้อสังเกตในทำนองเดียวกันไว้ เช่น บาหยัน อิ่มสำราญ (๒๕๓๘ : ๒๒๓) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การศึกษาวรรณคดีท้องถิ่นในรอบ ๒๐ ปี ยังจำกัดอยู่เฉพาะสถานบันการศึกษา ในรูปของวิทยานิพนธ์และงานวิจัยของนักศึกษาและนักวิจัย/อาจารย์ ตามความสนใจส่วนตัว สำนึกในคุณค่า หรือต้องการขยายวงการศึกษา ข้อสังเกตที่แหลมคมมากคือข้อความต่อไปนี้

"…แต่ยังไม่มีผลงานเล่มใดที่อ้างถึงความจำเป็นที่จะต้องศึกษาวรรณคดีท้องถิ่นว่ามาจากความต้องการที่จะตอบคำถามบางเรื่องที่สังคมสนใจหรือสังคมต้องการคำตอบ และวรรณคดีท้องถิ่นสามารถตอบคำถามดังกล่าวได้

เมื่อมูลเหตุของการศึกษาวรรณคดีท้องถิ่นเป็นเพียงความต้องการส่วนตน ไม่สัมพันธ์กับสังคมเช่นนี้ บทบาทของการศึกษาวรรณคดีท้องถิ่นในสังคมจึงลดน้อยลงไปด้วย คุณค่าที่มองเห็นขณะนี้ก็คือ การศึกษา วรรณคดีท้องถิ่นสามารถตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นส่วนตน และของผู้ที่อยู่ในแวดวงวรรณคดีท้องถิ่นตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ส่วนคนที่อยู่นอกวงการแทบจะไม่ได้รับรู้คุณค่าของวรรณคดีท้องถิ่นเหมือนที่คนในวงการกล่าวขวัญถึงเลย"

สุกัญญา ภัทราชัย (๒๕๔๑ : ๕๖) ได้เสริมข้อสังเกตของบาหยัน อิ่มสำราญให้มีน้ำหนักมากขึ้นด้วยการชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักของการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นคือ "…วิทยานิพนธ์ส่วนใหญ่ยังมีวิธีการศึกษาและบทสรุปที่วนเวียน ซ้ำซาก มีลักษณะลอกเลียนแบบและผลิตซ้ำ บริบททางสังคมซึ่งน่าจะหนักแน่นด้วยความเป็นเจ้าของท้องถิ่นเป็นเจ้าของวัฒนธรรมก็แตะเพียงผิวๆ เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง"

และบาหยัน อิ่มสำราญ (เรื่องเดียวกัน : ๒๒๔) ยังได้เสนอปัญหาที่เป็นรูปธรรมและเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางในวงการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นว่า

ปัญหาของการศึกษาวรรณคดีท้องถิ่นในปัจจุบันจึงมีทั้งปัญหาภายนอกและปัญหาภายใน ปัญหาภายนอกก็คือ ทำอย่างไรจึงจะให้การศึกษา วรรณคดีท้องถิ่นเป็นที่ยอมรับของผู้คนในวงกว้างๆ ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และปัญหาภายในก็คือ ทำอย่างไรจึงจะแสวงหาวิธีการใหม่มาศึกษาวรรณคดีท้องถิ่นเพื่อให้การศึกษาวรรณคดีท้องถิ่นบางส่วนหลุดพ้นจากความซ้ำซากจำเจอย่างที่เป็นมา

ข้อสังเกตทำนองเดียวกันพบได้อีกในทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล (๒๕๒๙) และอยู่เคียง แซ่โค้ว (๒๕๒๙) ที่กล่าวถึงปัญหาการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นที่มุ่งเฉพาะกลุ่ม ไม่มีความก้าวหน้า แต่เต็มไปด้วยความซ้ำซาก และใช้ทฤษฎีทางภาษาศาสตร์จนทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้ยาก

ข้อสังเกตที่สะท้อนถึงการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นที่กระตุกให้ผู้ศึกษาและผู้วิจัยด้านนี้ต้องกลับไปคิดคือข้อสังเกตของพิเชษฐ แสงทอง (๒๕๔๒)ที่มองว่าการศึกษาวรรณกรรมในประเทศไทยที่ผ่านมาเป็นการศึกษาตามกรอบและเกณฑ์ของชนชั้นสูงที่กำหนดองค์ความรู้ คุณค่า และบรรทัดฐานของวรรณกรรมไทย ทำให้วรรณกรรมไทยและท้องถิ่นตกอยู่ภายใต้ "การเมือง" ที่ถูกควบคุมโดยผ่านวาทกรรมครอบงำของชนชั้นสูงมาโดยตลอด ทำให้วรรณกรรมท้องถิ่นกลายเป็น "สิ่งนอกกระแส" เป็นวรรณกรรม "ชายขอบที่ถูกเมิน"

แม้ว่าวรรณกรรมท้องถิ่นจะได้รับการยอมรับมากขึ้นหลัง พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นมา ด้วยการเปิดเป็นกระบวนวิชาวรรณคดีท้องถิ่น มีการเก็บรวบรวมข้อมูล ศึกษาวิเคราะห์ มีผลงานด้านนี้มากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถทำให้วรรณกรรมท้องถิ่นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางได้ เนื่องจาก

นักวิชาการและปัญญาชนท้องถิ่นไม่มีเรี่ยวแรงพอจะสถาปนาวาทกรรมวรรณกรรมท้องถิ่นให้เป็นวาทกรรมทางเลือกได้ เพราะไปมุ่งกับการสืบสาน/สืบทอด เป็นการตอกย้ำวาทกรรมครอบงำในอดีต ด้วยเกณฑ์บรรทัดฐานการประเมินค่าวรรณกรรมในฐานะกระจกสะท้อนยุคสมัยตามแนวการศึกษาของชนชั้นกระฎุมพี หรือมักใช้กรอบเดิมคือ วรรณคดีศึกษา/วรรณศิลป์/แบบฉันทลักษณ์/ภาพพจน์ พลังโวหารกวี แสดงให้เห็นว่าปัญญาชนและนักวิชาการท้องถิ่นก็ตกอยู่ภายใต้วาทกรรมครอบงำของวรรณคดีเช่นเดียวกัน

พิเชษฐ แสงทองมองต่อไปว่า

ปัจจุบันวรรณกรรมกระแสหลักเป็นของชนชั้นกลาง - วรรณกรรมสัจนิยม และผสมกับวัฒนธรรมตะวันตกและชนชั้นสูง เช่น "ฉันทลักษณ์ของสุนทรภู่" วรรณกรรมท้องถิ่นยังถูกแช่แข็งในตำราเรียนและสร้างความเบื่อหน่ายให้แก่เยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ…

…ตลอดมา-บนเส้นทางประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทย วรรณกรรมท้องถิ่นถูกการเมืองเรื่องวรรณกรรมกดทับ/เบียดบังจนสิ้นรัศมีไป…

๖. กระบวนทัศน์กับปัญหาการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น

ความคิดและการกระทำของบุคคลในสังคมใดสังคมหนึ่งที่ถูกกำหนดจากระบบความคิด ระบบความเชื่อ ค่านิยม วิธีการ และอื่นๆ ที่สัมพันธ์โยงใยถักทอเกี่ยวเชื่อมกันและยอมรับนับถือปฏิบัติร่วมกันในกลุ่มสมาชิกของสังคมใดสังคมหนึ่ง ความคิดและการกระทำนี้อาจเกิดจากการปลูกฝัง รับรู้ เรียนรู้ โดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม จนกลายเป็นแนวปฏิบัติในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เราเรียกความคิดและพฤติกรรมเช่นนี้ว่า กระบวนทัศน์ ในสังคมหนึ่งอาจมีกระบวนทัศน์ที่แตกต่างกัน ยังผลให้สมาชิกคิดและกระทำต่างกัน มีวิธีการทำงาน การมองโลก และกระบวนการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน กระบวนทัศน์กระแสหลักหมายถึงความคิดและการกระทำของคนส่วนใหญ่ในสังคมที่มักมีความคิดและการกระทำที่คล้ายคลึงกัน กระบวนทัศน์กระแสทวนหมายถึงกระบวนทัศน์ที่แตกต่างที่กำลังก่อตัวขึ้นใหม่ และอาจพัฒนากลายเป็นกระบวนทัศน์กระแสหลักได้ในเวลาต่อมา เช่น แนวคิดเรื่องประชาธิปไตยที่เคยเป็นแนวคิดหรือกระบวนทัศน์กระแสทวนที่ถูกต่อต้านและประณามเมื่อก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองของเมืองไทย พ.ศ. ๒๕๗๕ แต่ปัจจุบันกลับเป็นที่ยอมรับของสังคมไทยว่าเป็นการปกครองที่ดีที่สุดขณะนี้ เป็นต้น

กระบวนทัศน์เป็นวิธีคิด วิธีมอง และพฤติกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นพลวัตอยู่เสมอ เป็นวิธีคิดและวิธีอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม วัฒนธรรม และพฤติกรรมของมนุษย์ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งอย่างมีพลังและแจ่มชัด ต่อมาเมื่อสังคมพัฒนาและเวลาผ่านเลยไปจะพบว่ากรอบคิดและการมองในกระบวนทัศน์เดิมเริ่มเกิดปัญหา ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีพลังเช่นเดิม ปัญหาจึงเกิดขึ้นเมื่อยังพยายามจะนำเอากรอบคิดและกระบวนทัศน์เดิมมาใช้

ปรากฏการณ์เช่นนี้กำลังเกิดขึ้นกับการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น กระบวนทัศน์ว่าด้วยการศึกษาภาษาและวรรณกรรมแต่เดิมเป็นกรอบการมองที่เคยคิดกันว่าเป็นบรรทัดฐานของแนวคิดและการวิเคราะห์ภาษาและวรรณกรรมที่ดี มีประสิทธิภาพ ได้คำตอบที่น่าพึงพอใจ และไม่เคยคิดว่าจะมีปัญหาอันใดเกิดขึ้น หลังจากเวลาผ่านไป สังคมเปลี่ยนแปลง ค่านิยม ระบบการคิด วิธีคิด และระบบความเชื่อของสมาชิกในสังคมเปลี่ยนไป บัดนี้มีคำถามที่ไม่เคยถามมาก่อนเกิดขึ้น มีปัญหาซึ่งแต่เดิมไม่เคยคิดว่าเป็นปัญหาเกิดขึ้น กระบวนทัศน์เดิมเกิดข้อจำกัดในการอธิบายและตอบคำถามต่อปัญหาใหม่ๆ เหล่านี้ การจะตอบคำถาม ให้คำอธิบาย และแก้ไขปัญหาของการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นได้ต้องอาศัยกระบวนทัศน์ใหม่

กระบวนทัศน์ใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอยๆ หากเกิดขึ้นท่ามกลางพลวัตและการเปลี่ยนแปลงของสังคม กระบวนทัศน์ใหม่เกิดจากการประสานความคิดค้นและแก้ปัญหาด้วยหลักและวิธีการแบบวิทยาศาสตร์ และหลักอิทัปปัจจัยตาของพุทธศาสนา เป็นการคิดอย่างเชื่อมโยง และคิดตามแนวของอริยสัจ ๔ ที่ต้องรู้ตัวปัญหา (ทุกข์) ต้นเหตุของปัญหา (สมุทัย) สภาพที่ปัญหาได้รับการแก้ไข (นิโรธ) และวิธีการแก้ปัญหา (มรรค) เป็นการคิดอย่างมีกรอบและอย่างมีเหตุมีผลหรือเป็นเหตุเป็นผลนั่นเอง

การศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นตลอดมาเป็นการศึกษาภายใต้กรอบของกระบวนทัศน์ใดกระบวนทัศน์หนึ่งเสมอ สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ การสรุปและประเมินสถานภาพของตรีศิลป์ บุญขจร (๒๕๓๐,๒๕๔๐) บาหยัน อิ่มสำราญ (๒๕๓๘) สุกัญญา ภัทราชัย ๖๒๕๓๘) และศิราพร ณ ถลาง (๒๕๔๑) ได้แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าได้มีกระบวนทัศน์ของการศึกษาวรรณคดีไทยที่แตกต่างกันไปในช่วงเวลา โดยมีกระบวนทัศน์กระแสหลักครอบงำอยู่ในเรื่องแนวทาง วิธีการศึกษาวิเคราะห์ ภาพของการรายงานสถานภาพงานวิจัยภาษาศาสตร์ของสมทรง บุรุษพัฒน์ และคณะ (๒๕๔๐) นันทนา รณเกียรติ (๒๕๔๑) และสมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์ (๒๕๔๑) ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน

เราอาจจะ "ตรีตรา" หรือ "ขึ้นป้าย" กระบวนทัศน์ในการศึกษาภาษาและวรรณกรรมที่ผ่านมาว่าเป็นกระบวนทัศน์กระแสหลัก หรือกระบวนทัศน์เก่า ที่เริ่มอ่อนพลังในการให้คำอธิบาย และเริ่มเผชิญกับปัญหากับวิธีการศึกษา วิเคราะห์ และประเมินคุณค่า หลังจากที่เคยเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ที่ทรงพลังมาก่อนในอดีตอันค่อนข้างยาวนาน เมื่อเผชิญกับคำถามใหม่ ปัญหาใหม่ในรูปการณ์ทางสังคมใหม่ที่มีพลวัตและการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็วเช่นนี้ กระบวนทัศน์เก่าเริ่มไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป จึงได้เกิดกระบวนทัศนใหม์ มุมมองใหม่ อุดมการณ์ใหม่ วิธีคิดใหม่ จุดยืนใหม่ เพื่อที่จะหาคำอธิบายใหม่เพื่อให้เข้าใจปรากฏการณ์ใหม่ เราจะมาดูกันต่อไปกระบวนทัศน์ใหม่นี้จะมีลักษณะอย่างไร และมีพลังในการอธิบายใหม่อย่างไร

๗. กระบวนทัศน์ใหม่ในการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น

มีคำใหม่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน คำเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของวิธีคิด วิธีมอง และวิธีการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม วัฒนธรรม และพฤติกรรม อันรวมไปถึงการอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติด้วยเช่นเดียวกัน เช่น คำว่า มองต่างมุม องค์รวม แยกส่วน บูรณาการ สหวิทยาการ ขอคิดด้วยคน คำที่ใช้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น เกษตรแบบผสมผสาน การเกษตรแบบยั่งยืน เกษตรแบบพอเพียง การพัฒนาอย่างยั่งยืน โลกสวยด้วยมือเรา การมีส่วนร่วม การกระจายอำนาจ เป็นต้น แม้แต่คำว่า ประชาธิปไตย แต่เดิมก็ไม่ได้มีความหมายหรือเข้าใจกันอย่างในปัจจุบัน คำเหล่านี้ได้แสดงถึงหน่ออ่อนของกระบวนทัศน์ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย

ในด้านการศึกษา ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี (๒๕๔๒ : ๑๔) ได้ให้คำนิยามคำว่าการศึกษาใหม่ ที่อาจถือว่าเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ทางการศึกษาที่มองว่า “การศึกษาคือความงอกงาม… ระบบการศึกษาต้องการความหลากหลายและต้องการพลังเติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนกับป่าไม้ที่มีต้นไม้นานาพันธุ์ขึ้นตามธรรมชาติ ตามอย่างที่ควรจะเป็น…” และมองว่าการปฏิรูปการศึกษาที่ดีมีลักษณะ ๓ ประการดังนี้คือ

๑. ทำให้การศึกษาเป็นการศึกษาสำหรับคนทั้งมวล

๒. ทำให้สังคมทั้งมวลเข้ามาเกี่ยวข้องกับการศึกษา

๓. การศึกษาต้องนำไปสู่การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหาทุกชนิด

ลักษณะการมองเช่นนี้เป็นการมองใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนทัศน์ใหม่ หากเป็นกระบวนทัศน์เดิม การศึกษาเป็นเรื่องของรัฐ ของคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น และการศึกษาไม่เกี่ยวกับคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา แต่ในกระบวนทัศน์ใหม่ สมาชิกของสังคมต่างมีหน้าที่ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา และเป้าหมายเพื่อการแก้ไขปัญหาชีวิต สังคม และปัญหาอื่นๆ ได้ มิใช่เป็นการเรียนรู้เพียงเพื่อรู้ เพื่อวิชาการ หรือเพื่อปริญญาเป็นใบเบิกทางเท่านั้น

มีการกระบวนทัศน์ใหม่ในการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นเกิดขึ้นแล้ว โดยดูได้จากคำถามหรือปัญหาการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นที่ผ่าน กระบวนทัศน์ใหม่เริ่มด้วยการตั้งคำถามเกี่ยวกับเป้าหมาย วิธีการศึกษา มุมมองที่ใช้วิเคราะห์ จุดยืนและอุดมการณ์ทางสังคม คำถามที่ชัดเจนดังเช่นคำถามของบาหยัน อิ่มสำราญ เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของวรรณกรรมท้องถิ่นในการตอบคำถามบางคำถามให้กับสังคม การศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นควรเป็นเรื่องความสนใจส่วนตัวหรือเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับสังคม การทำให้คนทั่วไปยอมรับการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่น เป็นต้น คำถามเช่นนี้ไม่เคยมีการถามมาก่อน หรือข้อสังเกตของพิเชษฐ แสงทองเกี่ยวกับวาทกรรม เกณฑ์ และการประเมินค่าวรรณกรรมที่ถูกครอบงำ เป็นต้น

คำถามเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการเกิดกระบวนทัศน์ใหม่ที่จะเข้ามามีบทบาทในการตอบคำถามและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกระบวนทัศน์เก่า แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคำถามที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ บางคำถามเป็นคำถามที่ยังคงอยู่ในกรอบของกระบวนทัศน์เดิมอยู่นั่นเอง

กระบวนทัศน์ในการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นควรมีลักษณะ ๕ ประการดังต่อไปนี้ คือ

๑. เป็นการศึกษาด้วยมิติทางวัฒนธรรม กล่าวคือการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นควรดำเนินการตามลักษณะของมิติวัฒนธรรม ๖ ประการ คือ

๑. ศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นอย่างเป็นองค์รวม คือศึกษาให้อยู่ในบริบททางสังคม และบริบทของเวลา ไม่ดึงเอามาศึกษาอย่างแยกส่วนโดยไม่เข้าใจว่าสังคมมีความเข้าใจเกี่ยวกับภาษาและวรรณกรรมของท้องถิ่นของตนอย่างไร มีเป้าหมายและวิธีการสร้าง กลวิธีการนำเสนออย่างไร เป็นต้น

๒. ศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นด้วยการมองให้ลึกซึ้งจนมองเห็นวิธีคิดของเจ้าของวัฒนธรรม วิธีคิดของคนท้องถิ่นที่พูดภาษา ว่าทำไมเลือกคำเช่นนี้ พูดอย่างนี้ ในสถานการณ์เช่นนี้ และมองเห็นวิธีคิดในการสร้างสรรค์วรรณกรรมของท้องถิ่นทั้งด้านรูปแบบและเนื้อหา การเลือกเรื่อง การดำเนินเรื่อง การสร้างตัวละคร ฯลฯ จนมองเห็นลักษณะเฉพาะของท้องถิ่น หรืออาจศึกษาลักษณะร่วมของท้องถิ่น ที่อาจสะท้อนวิธีคิดที่เหมือนหรือแตกต่างกันได้

๓. ศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นจากมุมมองของท้องถิ่น นี่เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม ปกติการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นมักใช้เกณฑ์ มาตรวัด มุมมอง แนวคิด ทฤษฎีของส่วนกลาง จนดูเหมือนว่าแนวคิดของส่วนกลางเป็นไม้บรรทัดวิเศษสามารถวัดคุณค่า ความดี ความงาม และความไพเราะของภาษาและวรรณกรรมของท้องถิ่นใดก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วหากได้เป็นเช่นนั้นไม่ แต่ละท้องถิ่นมีอัตลักษณ์ด้านค่านิยม ความเชื่อ วิธีคิด และระบบคิดของตนเอง ผู้ศึกษาวิจัยจึงพึงเคารพในอัตลักษณ์ ระบบความเชื่อและวิธีคิดของท้องถิ่น ไม่เอากรอบต่างถิ่นต่างวัฒนธรรมเข้าไปครอบไปวัดดังที่ผ่านมาจนกลายเป็นการครอบงำทางวิชาการ ผลที่ได้รับจึงกลายเป็นลักษณะ "ร้อยเนื้อทำนองเดียว" ดังกล่าวแล้ว การมองจากมุมมองท้องถิ่นจะทำให้เข้าใจท้องถิ่นได้กระจ่างมากขึ้น

๔. ศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นด้วยหลักอิทัปปัจจัยตา คือการศึกษาอย่างเชื่อมโยง ภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นเชื่อมโยงกับวิธีคิด ระบบความเชื่อ วิถีชีวิต และสภาพแวดล้อมอย่างแยกกันไม่ออก ดังนั้นการศึกษาจึงต้องคำถึงสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่การศึกษาแบบดึงออกมานอกบริบทอย่างโดดเดี่ยวดังที่การศึกษาในกระบวนทัศน์เดิมได้ดำเนินมา

๕. การศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นต้องศึกษาในลักษณะภาพเชิงเคลื่อนไหวเป็นพลวัต มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ผู้ศึกษาต้องพยายามศึกษาปัจจัย พลัง และความสัมพันธ์ทางสังคมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และลักษณะของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น บทบาทหน้าที่ของภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นมีการเปลี่ยนแปลง รูปแบบและเนื้อหาก็เช่นเดียว

๖. การศึกษาภาษาและวรรณกรรมต้องช่วยยกระดับความภูมิใจและศักดิ์ศรีความเป็นคนของท้องถิ่น ที่มีอิสระทางความคิด ส่งเสริมศักยภาพของคนและชุมชน และมีความเคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น เข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม

๒. มีเป้าหมายการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมชุมชนเข้มแข็งและพัฒนาองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การศึกษาภาษาและวรรณกรรมที่ผ่านมามุ่งเน้นการศึกษาเพื่อตอบสนองความสนใจส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นความอยากรู้อยากเห็น ความต้องการปริญญามหาบัณฑิต/ตำแหน่งทางวิชาการ หรือเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีแนวคิดตะวันตก ด้วยเป้าหมายเช่นนี้การศึกษาภาษาและวรรณกรรมในกระบวนทัศน์เดิมจึงเป็นการศึกษาเพื่อ "ขึ้นหิ้ง" ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากนัก อาจเป็นเพียงการสั่งสมองค์ความรู้เล็กน้อย ที่ไม่ค่อยมีผู้ใดไปต่อยอดองค์ความรู้นี้นัก การศึกษาที่ผ่านมาจึงไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของการนำมาประยุกต์เพื่อประโยชน์ทางสังคมแต่อย่างใด ผลงานที่ออกมาจึงเป็นเพียงวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัย "อีก" เล่มหนึ่งเท่านั้น แนวคิดนี้จะตอบคำถามของบาหยัน อิ่มสำราญได้อย่างดีว่าทำไมการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นจึงได้รับความสนใจจากคนนอกวงการน้อยมาก เพราะแม้แต่ผู้คนที่ให้ข้อมูล ชุมชนที่เป็นเจ้าของภาษาและวรรณกรรมก็ไม่รับประโยชน์จากการศึกษาวิจัยเลย คนที่อยู่ห่างออกไปจะมาสนใจได้อย่างไร การเปลี่ยนจุดมุ่งหมายการศึกษาวิจัยจึงเป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งของกระบวนทัศน์ใหม่

๓. เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยสร้างความรู้ กระบวนทัศน์เดิม ชุมชนมีหน้าที่เพียงเป็นผู้ให้ข้อมูลหรือผู้บอกภาษา แต่ในกระบวนทัศน์ใหม่ต้องเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามาแสดงความคิดเห็น ร่วมเป็นเจ้าของในการสร้างสรรค์ความรู้ เป็นมุมมองจากท้องถิ่น ที่รวมกันวิเคราะห์สังเคราะห์องค์ความรู้ท้องถิ่น การศึกษาวิจัยที่ผ่านมาคนในชุมชนท้องถิ่นรู้สึกกลัวกับแนวคิด ทฤษฎีของส่วนกลางและต่างประเทศที่ผู้ศึกษานำมาเป็นกรอบคิด จึงไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเพราะถูกมองว่าต่ำต้อยด้อยความเจริญ แต่ในแนวคิดใหม่ผู้วิจัยมีกรอบคิดได้แต่ต้องศึกษาจากมุมมองและผลประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่น การทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการต่อยอดความรู้ของชุมชนและร่วมกันสร้างสรรค์ พัฒนา และสืบสานความรู้ ภูมิปัญญาของชุมชน หากเป็นแนวคิดเดิมนั้นความรู้จาชุมชนเป็นเพียงการต่อยอดความรู้ แนวคิด ทฤษฎีตะวันตก หรือส่วนกลาง ที่ไม่มีผลต่อองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นแต่อย่างใด

๔. นำผลการศึกษาวิจัย องค์ความรู้กลับไปใช้ในชุมชน ในกระบวนทัศน์เดิมความรู้ที่ได้จากการวิจัยได้แปลเป็นวุฒิการศึกษา ตำแหน่งทางวิชาการ และชื่อเสียงของผู้วิจัย แต่ในกระบวนทัศน์ใหม่ องค์ความรู้ที่ได้จะต้องกลับไปพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ปัจจุบันได้มีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นในหลายสาขาวิชาการ เช่น การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับลายผ้า การทอผ้า การย้อมสี การทำอาหาร การผลิตยาและอาหารสมุนไพร การเกษตรแผนใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ ผลการศึกษาวิจัยได้ถูกนำกลับไปสู่ชุมชนเพื่อพัฒนาปรับปรุงการสร้างลายผ้า การทอ การย้อมสี การทำอาหาร ฯลฯ การวิจัยด้านภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นก็เช่นเดียวกัน พึงต้องนำผลการศึกษาวิจัยเพื่อให้ชุมชนเกิดความรักและหวงแหน อนุรักษ์และสืบสานภาษาและวรรณกรรมของตนด้วยความภาคภูมิใจ สามารถนำไปส่งเสริมการเขียนคร่าว บทหมอลำ บทหนังตะลุง พัฒนาการวรรณกรรมการแสดงให้ได้รับความนิยมมากขึ้น สามารถนำไปส่งเสริมการเขียนสำนวนเทศน์ของพระในท้องถิ่นให้พุทธศาสนิกชนรับฟังด้วยความสนใจและซาบซึ้ง และนำภาษาและวรรณคดีท้องถิ่นให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ของประเพณีวัฒนธรรม และพิธีกรรมต่างๆ ได้อย่างดี

๕. นักวิชาการร่วมมือกับปราชญ์ท้องถิ่นสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ให้เป็นแนวคิด ทฤษฎีของท้องถิ่นขึ้นเองจากองค์ความรู้และภูมิปัญญาทางภาษาและวรรณกรรมที่ได้สร้างสรรค์ สั่งสม และสืบสานต่อกันมาเป็นเวลานาน เพื่อใช้แทนที่แนวคิด ทฤษฎีตะวันตกหรือทฤษฎี แนวคิดส่วนกลางที่เข้ามาครอบงำ

 

๘. สรุป

การศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นเป็นกระบวนการทางสังคม ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลที่ทำตามความสนใจ การศึกษาที่ผ่านมาได้ดำเนินภายใต้กรอบคิดของกระบวนทัศน์เดิมที่อาจมีพลังสูงในระยะแรกที่จะอธิบายความหมายและการดำรงอยู่ รูปลักษณะ รูปแบบและเนื้อหาของภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น ด้วยความรู้สึกที่เป็นสิ่งที่เกิดชายขอบหรือนอกเขตของความเจริญ เมื่อกาลผ่านไป เริ่มมีคำถามและปัญหาในการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นความซ้ำซากจำเจ สังคมไม่ตระหนักในความสำคัญของการศึกษา และคนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นคุณค่า

ปัญหาและคำถามทีเกิดขึ้นได้กลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการคิดเพื่อหาทางออก การเปลี่ยนแปลงทางสังคม การรับรู้ และประสบการณ์ของสังคมที่ผ่านมาทำให้เกิดกระบวนทัศน์ใหม่ทางสังคม ที่ครอบคลุมมาถึงกระบวนทัศน์ใหม่ในการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น

หากกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว การศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นคือกระบวนการทางสังคมที่ผู้ศึกษาจำเป็นต้องมีกระบวนทัศน์ อุดมการณ์ และจุดยืนทางสังคมที่แน่นอน เพราะสิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกถึงเป้าหมาย แนวคิด วิธีการศึกษา ผู้ศึกษาวิจัยภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นในกระบวนทัศน์ใหม่ไม่เพียงแต่เป็นผู้ศึกษาวิจัยเท่านั้น หากยังเป็นผู้มีส่วนในกระบวนการสร้างสรรค์สังคมชุมชนเข้มแข็ง เป็นผู้สร้างความภาคภูมิใจให้กับภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น เป็นที่ร่วมมือกับปราชญ์และชุมชนท้องถิ่นสร้างสรรค์ สั่งสม สืบสานและพัฒนาองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสีได้กล่าวไว้อย่างประทับใจว่า “สังคมดีไม่ขาย ถ้าอยากได้ต้องร่วมกันสร้าง” และผู้ศึกษาวิจัยภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นคือผู้ที่มีส่วนอย่างสำคัญที่จะสร้างสังคมชุมชนเข้มแข็งและสังคมดี.

ตารางเปรียบเทียบกระบวนทัศน์ในการการศึกษาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น

กระบวนทัศน์เดิม

กระบวนทัศน์ใหม่

๑. ศึกษาแบบแยกส่วน เช่น การศึกษาส่วนใดส่วนหนึ่งของภาษาและวรรณกรรม โดยไม่สนใจบริบททางสังคม

๑. เป็นการศึกษาแบบเป็นองค์รวม ให้ความสำคัญกับบริบททางสังคม สิ่งแวดล้อม

๒. จุดมุ่งหมายเพื่อความสนใจส่วนตัวและวิชาการ

๒. จุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาสังคมและปัญหาส่วนรวม

๓. การศึกษาอยู่ในหอคอยงาช้าง

๓. การศึกษาอยู่กับชุมชน

๔. ผู้ศึกษาคือศูนย์กลางการศึกษา

๔. ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดการศึกษา

๕. มีลักษณะแช่แข็ง รับสืบต่อโดยไม่เปลี่ยนแปลง

๕. มีลักษณะพลวัต มีการเปลี่ยนแปลง

๖. ใช้กรอบคิด ทฤษฎีต่างประเทศ และส่วนกลางเป็นหลัก

๖. เน้นภูมิปัญญาท้องถิ่นและประยุกต์ตามความเหมาะสม

๗. พิสูจน์ ทฤษฎีต่างประเทศ สร้างองค์ความรู้ให้ต่างประเทศและส่วนกลาง

๗. สร้างสรรค์ สั่งสม สืบสาน และพัฒนาองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น

๘. มีเกณฑ์ บรรทัดฐานเดียวในการวัด และมองว่าวัฒนธรรมเมือง/ต่างประเทศเหนือกว่า

๘. คำนึงถึงความแตกต่างด้านวัฒนธรรม ท้องถิ่น เคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม

๙. ใช้มิติเดียวศึกษา

๙. ศึกษาด้วยมิติทางวัฒนธรรม

๑๐. รวมศูนย์อำนาจ

๑๐. กระจายอำนาจ

๑๑. เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการที่ไม่เกี่ยวกับสังคม

๑๑. ความเป็นเลิศทางวิชาการที่ช่วยพัฒนาสังคม

๑๒. เป้าหมายเพื่อเข้าใจตัวภาษาและวรรณกรรม

๑๒. เพื่อเข้าใจระบบคิด วิธีคิด ระบบความเชื่อ ของผู้สร้าง สังคม และตัวภาษาและวรรณกรรม

๑๓. องค์ความรู้เป็นของผู้วิจัยและสถาบันการศึกษา

๑๓. องค์ความรู้เป็นของชุมชน

๑๔. ผลงานเป็นประโยชน์ส่วนตน

๑๔. เป็นการร่วมมือระหว่างผู้วิจัยกับชุมชน

๑๕. ผลงานขึ้นหิ้งในห้องสมุด มีการอ้างอิงเล็กน้อย

๑๕. นำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชุมชนทั้งในแง่การปฏิบัติในวิถีชีวิตประจำวันและการต่อยอดความรู้ชุมชน

 

บรรณานุกรม

กัลยา ติงศภัทิย์, ม.ร.ว. ๒๕๒๕. "ภาษาและภาษาย่อยในประเทศไทย" ใน เอกสารประกอบการสอนชุดวิชาภาษาไทย ๓. หน่วยที่ ๗-๑๕ กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. หน้า ๓๖๐-๔๑๓.

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. ๒๕๔๑. มองฝันวันข้างหน้า : วิสัยทัศน์ประเทศไทยปี ๒๕๖๐. กรุงเทพมหานคร : ซัคเซส มีเดีย.

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (บรรณาธิการ). ๒๕๓๙. เมืองไทยใน ๒๕๖๐ อนาคตเมืองไทยในสองทศวรรษหน้า. กรุงเทพมหานคร : ซัคเซส มีเดีย.

ชัชวาล ชัชวรัตน์. ๒๕๔๐. การคาดการณ์สำหรับอนาคตเชียงรายกับการพัฒนาที่ยั่งยืน. การค้นคว้าอิสระ รัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ตรีศิลป์ บุญขจร. ๒๕๓๐. พัฒนาการการศึกษาค้นคว้าและวิจัยวรรณคดีไทย. กรุงเทพ: คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ตรีศิลป์ บุญขจร. ๒๕๔๓. "พัฒนาการวรรณคดีศึกษาในประเทศไทย" ใน สถานภาพไทยศึกษา : การสำรวจเชิงวิพากษ์. เชียงใหม่ : สำนักพิมพ์ตรัสวิน. หน้า ๒๙๘-๓๖๙.

ทรงศักดิ์ ปรางวัฒนากุล. ๒๕๒๙. "การศึกษาภาษาและวรรณกรรมล้านนา" เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องสถานภาพล้านนาคดีศึกษา. ศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล. (บรรณาธิการ) ๒๕๔๓. ภาษาและวรรณกรรมไทย : รายชื่อวิทยานิพนธ์คัดสรร. ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล. (บรรณาธิการ) ๒๕๔๒. รวมบทคัดย่อวิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร- มหาบัณฑิต สาขาภาษาและวรรณกรรมล้านนา. ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ธนานันท์ ตรงดี. (บรรณาธิการ) ๒๕๔๓. บรรณานุกรมวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับภาษาศาสตร์ภาษาไทย. ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

นันทนา รณเกียรติ. ๒๕๔๑. รายงานผลการวิจัยชุดโครงการประเมินสถานภาพไทศึกษา ภาษาและภาษาศาสตร์ (๒). ภาควิชาภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

นิธิ เอียวศรีวงศ์. ๒๕๓๙. สังคมไทยในกระแสการเปลี่ยนแปลง. กรุงเทพมหานคร : คณะกรรมการเผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ ศรีศักร วัลลิโภดม และเอกวิทย์ ณ ถลาง. ๒๕๓๗. มองอนาคต : บทวิเคราะห์เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางสังคมไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิภูมิปัญญา.

บาหยัน อิ่มสำราญ. ๒๕๓๘. "สถานภาพการศึกษาวรรณคดีท้องถิ่น" ใน วรรณคดีท้องถิ่นพินิจ. สุกัญญา ภัทราชัย (บรรณาธิการ). กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. หน้า ๑๙๑-๒๒๕.

บาหยัน อิ่มสำราญ และบุญศิริ มีสวัสดิ์. มปป. "บทสำรวจงานวิจัยวรรณคดีท้องถิ่น (๒๕๑๖-๒๕๒๓)" ใน หมึกหยดใหม่. รวมบทความและผลงานสร้างสรรค์ของนิสิต ฝ่ายศิลปวัฒนธรรม องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ประเวศ วะสี ๒๕๔๒. "ปฏิรูปการศึกษา คืนอำนาจจัดการศึกษาให้กับประชาชน" ปาจารยสาร ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๓ มีนาคม-มิถุนายน ๒๕๔๒. หน้า ๑๔.

ประเสริฐ ณ นคร. ๒๕๓๘. "ความสำคัญของวรรณคดีท้องถิ่น" ใน วรรณคดีท้องถิ่นพินิจ. สุกัญญา ภัทราชัย (บรรณาธิการ). กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. หน้า ๑-๙.

ปราณี กุลละวณิชย์. ๒๕๒๕. "การศึกษาภาษาไทยในแง่ภาษาเชิงประวัติในภาควิชาภาษาไทยและภาษาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์" ศาสตร์แห่งภาษา. ๒ (มิถุนายน) หน้า ๕๕-๖๒.

ปราณี กุลละวณิชย์และเพียรศิริ วงศ์วิภานนท์. ๒๕๒๗. บรรณานุกรมไวยากรณ์และเสียงภาษาไทย. คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

พิเชษฐ แสงทอง. ๒๕๔๒. "วรรณกรรมท้องถิ่นในประวัติศาสตร์การเมืองเรื่องวรรณกรรม" สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์. ๔๖ : ๒๓ (๗-๑๓ พฤศจิกายน) หน้า ๖๘-๖๙.

พิทยา ว่องกุล. (บรรณาธิการ). ๒๕๔๒. ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ๑๙๙๙-๒๐๐๐. กรุงเทพมหานคร : โครงการวิถีทรรศน์.

พิทยา ว่องกุล. (บรรณาธิการ). ๒๕๔๒. รับวิกฤติโลกปี ๒๐๐๐ เศรษฐกิจยั่งยืน. กรุงเทพมหานคร : โครงการวิถีทรรศน์.

ภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ. ๒๕๔๑. รวมบทคัดย่อวิทยานิพนธ์ภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ. คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

รุ่ง ใจมา. ๒๕๓๖. "สถานภาพการศึกษาภาษาและวรรณกรรมล้านนา" เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง ทิศทางการวิจัยและการพัฒนาทางวัฒนธรรมในภาคเหนือ. คณะอนุกรรมการวิจัยวัฒนธรรมภาคเหนือ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยวัฒนธรรมแห่งชาติ. วันที่ ๒๘-๒๘ สิงหาคม ๒๕๓๖ โรงแรมควอลิตี้เชียงใหม่ฮิลล์ จังหวัดเชียงใหม่.

ยิ่งยง เทาประเสริฐ.(บรรณาธิการ) ๒๕๓๖. คู่มือการวิจัยทางวัฒนธรรม. คณะอนุกรรมการวิจัยวัฒนธรรมภาคเหนือ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

ยิ่งยง เทาประเสริฐและธารา อ่อนชมจันทร์. บรรณาธิการ. ๒๕๓๔. รายงานสรุปการสัมมนาเชียงรายในทศวรรษหน้า. ๒๑-๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๔.

ยุค ศรีอารยะ (เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ). ๒๕๓๗. โลกาวิวัฒน์ ๒๐๐๐. กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ดี.

เรืองเดช ปันเขื่อนขัติย์. ๒๕๒๕. ภาษาถิ่นตระกูลไทย. กรุงเทพมหานคร : สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล.

วิทยากร เชียงกูล. ๒๕๓๗. เพื่อศตวรรษที่ ๒๑. กรุงเทพมหานคร : ที.พี. พริ้นท์.

ศิราพร ณ ถลาง. ๒๕๓๘. "การศึกษาวรรณคดีท้องถิ่นกับสังคม" ใน วรรณคดีท้องถิ่นพินิจ. สุกัญญา ภัทราชัย (บรรณาธิการ). กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. หน้า ๑๐-๒๕.

ศิราพร ณ ถลาง. ๒๕๔๑. รายงานผลการวิจัยชุดโครงการประเมินสถานภาพไทศึกษา คติชาวบ้านและวรรณกรรม. สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ศูนย์คติชนวิทยาและภาควิชาภาษาไทย. ๒๕๔๓. บรรณานุกรมคติชนวิทยาและวรรณคดี-ท้องถิ่น. คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สมทรง บุรุษพัฒน์ สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และโสภนา ศรีจำปา. ๒๕๔๐. รายงานการวิจัยเรื่องสถานภาพงานวิจัยภาษาศาสตร์ในประเทศไทย. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล.

สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์. ๒๕๔๒. "การอ่านเพื่อเขียน(งานวิจัย)" เอกสารประกอบการบรรยายเรื่อง “กระบวนการอ่านเพื่อสังเคราะห์นำไปสู่การเขียนที่มีประสิทธิภาพ”. ณ ห้องประชุมสำนักงานอธิการบดี บัณฑิตศึกษา สาขาวิชาวิจัยและพัฒนาท้องถิ่นและบริหารการศึกษา ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ วันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒.

สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์. ๒๕๔๔. "แนวทางการอนุรักษ์และการสืบสานมรดกวัฒนธรรมของเชียงราย" เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการเรื่อง เชียงรายศึกษา : สังคมและวัฒนธรรม. สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และสถาบันราชภัฏเชียงราย ณ ห้องหิรัญนคร โรงแรมริมกกรีสอร์ท เชียงราย วันที่ ๑๕–๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔.

สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์. ๒๕๔๑. รายงานผลการวิจัยเรื่อง การประเมินสถานภาพองค์ความรู้ไทศึกษา โครงการที่ ๖ : ภาษาและภาษาศาสตร์ (๑) ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์. ๒๕๓๘. "โลกาภิวัตน์ รัฐชาติ กับการเปลี่ยนแปลงของภาษา" ใน รำลึกพระคุณ. ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สุกัญญา ภัทราชัย. ๒๕๔๑. "สถานภาพและพัฒนาการวิทยานิพนธ์ทางคติชนวิทยา", ใน คติชนกับคนไทย-ไท. ศิราพร ณ ถลาง และสุกัญญา ภัทราชัย (บรรณาธิการ).โครงการตำรา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. หน้า ๔๔-๕๗.

สุกัญญา ภัทราชัย (บรรณาธิการ) ๒๕๓๘. วรรณคดีท้องถิ่นพินิจ. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุวัฒนา เลี่ยมประวัติ. ๒๕๓๒. "สถานภาพการศึกษาภาษาในภูมิภาคตะวันตก" ภาษาและวัฒนธรรม. ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม-ธันวาคม).หน้า ๘-๙๖.

อยู่เคียง แซ่โค้ว. ๒๕๒๙. การศึกษาภาษาถิ่นและภาษาถิ่นของไทย. ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

อยู่เคียง แซ่โค้ว. ๒๕๒๙. "สถานภาพการศึกษาภาษาในล้านนา" เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องสถานภาพล้านนาคดีศึกษา. ศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

อานันท์ กาญจนพันธุ์. ๒๕๓๖. "แนวคิดการวิจัยโดยใช้มุมมองทางวัฒนธรรม" ใน คู่มือการวิจัยทางวัฒนธรรม. ยิ่งยง เทาประเสริฐ.(บรรณาธิการ). คณะอนุกรรมการวิจัยวัฒนธรรมภาคเหนือ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. หน้า ๓-๒๓.

อานันท์ กาญจนพันธุ์. (บรรณาธิการ). ๒๕๔๒. การวิจัยในมิติวัฒนธรรม. เชียงใหม่ : คณะอนุกรรมการวิจัยวัฒนธรรมภาคเหนือ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ฮารัลด์ ฮุนดิอุส. ๒๕๓๘. สรุปคำบรรยาย "อิทธิพลวรรณคดีพุทธศาสตราต่อวรรณคดีล้านนา" ใน วรรณคดีท้องถิ่นพินิจ. สุกัญญา ภัทราชัย (บรรณาธิการ). กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. หน้า ๔๖-๔๙.

Kallaya Tingsabadh, M.R. ๒๕๒๘. "Thai Dialectology up to the Year 1984," ศาสตร์แห่งภาษา. ฉบับที่ ๕ (สิงหาคม) หน้า ๗๕-๑๐๒.

Theraphan L. Thongkum. ๒๕๒๘. "Minority Languages of Thailand," ศาสตร์แห่งภาษา. ฉบับที่ ๕ (สิงหาคม) หน้า ๒๙-๗๔.

 

 

ภาคผนวก

รองผู้ว่าฯปลุกกระแสคนลำปาง

อู้คำเมืองรักษาวัฒนธรรมล้านนา

ลำปาง - รองพ่อเมืองรถม้าหวั่นวัฒนธรรมและภาษาท้องถิ่นเสื่อมหาย ปลุกกระแสคนลำปาง "อู้คำเมือง" เตรียมตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ ระบุต้องเริ่มที่สถานศึกษาก่อน พร้อมดึงรัฐเอกชนเข้าร่วมอีกแรง

นายภักดี รัตนผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางเปิดเผยว่าจากปัญหาการเสื่อมถอยทางวัฒนธรรมภาษาล้านนาในปัจจุบัน ซึ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่นิยมพูดภาษาพื้นบ้านซึ่งอาจทำให้ภาษาล้านนาถูกกลืนหายไปในอนาคต ดังนั้นจังหวัดได้หารือกับนักวิชาการเกี่ยวกับการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาพูดภาษาพื้นเมืองโดยให้วิทยาลัยโยนกเป็นแกนนำและประสานงาน ในเบื้องต้นเห็นว่าต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการรณรงค์พูดภาษาพื้นเมือง

ทั้งนี้การรณรงค์ดังกล่าวจะฝึกอบรมอาจารย์ผู้สอนภาษาพื้นเมืองและตั้งคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรภาษาพื้นเมืองตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา รวมถึงมีการจัดทำแผนการรณรงค์โดยจัดทำป้ายหน่วยงานต่างๆ เป็นภาษาพื้นเมือง และรณรงค์ให้สถานประกอบการกิจการต่างๆ ใช้ภาษาพื้นเมืองในการต้อนรับและให้บริการ

"ขณะนี้จังหวัดได้วางแผนไว้ทั้งแผนระยะยาวและระยะสั้น ซึ่งแผนระยะยาวนั้นจะให้มีการบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนในแต่ละโรงเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา ซึ่งจะมีการประสานกับสามศึกษาจังหวัดต่อไป ส่วนแผนระยะสั้นซึ่งสามารถปฏิบัติได้เลยโดยขอความร่วมมือไปยังหน่วยราชการ เอกชน ในจังหวัดลำปางให้ใช้ภาษาท้องถิ่นให้มากขึ้น เช่น การรณรงค์ให้รับโทรศัพท์เป็นภาษาพื้นเมือง ให้บริษัทห้างร้านให้การต้อนรับลูกค้าด้วยภาษาพื้นเมือง เป็นต้น"

สำหรับการรณรงค์วัฒนธรรมและการใช้ภาษาท้องถิ่นนั้น เขาชี้ว่าจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะจากสถาบันการศึกษา เนื่องจากสถาบันการศึกษาเป็นสถาบันที่ ๒ รองจากบ้านที่สามารถถ่ายทอดปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนคนรุ่นใหม่หันมาใช้ภาษาท้องถิ่นนอกเหนือจากการใช้ภาษาไทยกลางในชั้นเรียน

โดยมีนโยบายให้สถาบันการศึกษาทุกแห่งกำหนดวันแต่งกายพื้นเมืองและพูดภาษาท้องถิ่นอย่างน้อย ๑ วัน เป็นโครงการแรก หลังจากนั้นจะต้องระดมความคิดเห็นจากหลายฝ่ายเพื่อกำหนดแนวทางรณรงค์ที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีโครงการจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมลำปางเพื่อใช้เป็นศูนย์เผยแพร่หรือจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับงานศิลปวัฒนธรรมอีกด้วย

(หนังสือพิมพ์รายวันกรุงเทพธุรกิจ ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๔๖๔๒ ประจำวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๔)